วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาพคล่องทางการเงินสำคัญไฉน

“สภาพคล่อง” เกราะสำคัญรับมือวิกฤต ทั้งระดับบุคคลและองค์กร ช่วยให้มีเงินพร้อมใช้ยามฉุกเฉิน รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และคว้าโอกาสลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน ขณะที่บุคคลทั่วไปควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

KEY POINTS

  • ช่วยให้ทั้งบุคคลและองค์กรสามารถรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ ได้ทันท่วงที
  • สำหรับองค์กร สภาพคล่องเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด และบรรลุเป้าหมายตามรอบธุรกิจ (business cycle)
  • ทำให้องค์กรสามารถชำระเงินให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น คู่ค้า พนักงาน และสถาบันการเงิน ได้อย่างตรงเวลา ซึ่งเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือ
  • ช่วยให้องค์กรสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต และสร้างโอกาสในการลงทุนในขณะที่คู่แข่งรายอื่นกำลังประสบปัญหา
  • สำหรับบุคคลธรรมดา การมี "เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน" ประมาณ 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน จะช่วยให้ชีวิตไม่ติดขัดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือขาดรายได้ชั่วคราว
  • สภาพคล่องในพอร์ตการลงทุน (เช่น เงินฝาก กองทุนตลาดเงิน) ช่วยให้สามารถคว้าโอกาสในการลงทุนได้ดีกว่าผู้ที่ไม่มีสภาพคล่อง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต

น้ำท่วมในกรุงเทพมหานครช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา และท่วมอีกหลายจังหวัดในช่วงนี้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากมากขึ้น และผู้ที่ไม่มีเงินเก็บ หรือมีแต่ไปอยู่ในสินทรัพย์อื่นที่ไม่มีสภาพคล่อง จะรู้สึกลำบากมากกว่าผู้อื่น

ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้คนเท่านั้น แต่องค์กรก็เช่นเดียวกันค่ะ องค์กรที่มีสภาพคล่องทางการเงิน หากมีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น สามารถนำเงินสภาพคล่องมาใช้ในการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที การดำเนินการที่ติดขัด ก็สามารถจ้างคนมาทำงานเพิ่มเติม จ้างมืออาชีพมารับทำงานแทนบางส่วนได้

ในยามที่เราดำเนินชีวิตอย่างปกติ เรามักจะไม่เห็นความสำคัญของของสภาพคล่อง ขออนุญาตเล่าถึงหน้าที่หลักของสภาพคล่องก่อนนะคะ โดยเฉพาะสำหรับองค์กร

สภาพคล่องถือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงการดำเนินการขององค์กร โดยทำหน้าที่หลัก 3 ประการคือ

1. ทำให้การดำเนินการขององค์กรเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด และองค์กรทำหน้าที่สำเร็จตามเป้าหมาย ในแต่ละช่วงเวลาดำเนินการ หรือ business cycle (คือตั้งแต่เริ่มเกิดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบ การผลิต การตลาด ไปถึงการเรียกเก็บเงินจนได้เงินสดมา ว่าใช้เวลานานเท่าไร) ถือเป็นการลดความเสี่ยง และประหยัดเวลาและทรัพยากรในการหาเงินมาสนับสนุนการดำเนินการ

2. ทำให้องค์กรสามารถจ่ายเงินให้กับผู้เกี่ยวข้องได้อย่างตรงเวลา เช่น การจ่ายเงินให้กับ คู่ค้า (suppliers) จ่ายค่าจ้างให้กับบุคลากร จ่ายคืนเงินกู้ให้กับสถาบันการเงิน เป็นต้น

3. ทำให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ การนัดหยุดงาน ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นอย่างกระทันหัน ฯลฯ ทำให้องค์กรสามารถจัดการกับความท้าทาย (ความเสี่ยง) และโอกาสที่อาจมาพร้อมกับความท้าทาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในความท้าทายนั้น มักจะมีโอกาสแฝงอยู่ โดยเฉพาะโอกาสในการลงทุน และในขณะที่ความท้าทายกระทบทุกคน คนที่แข็งแรงที่สุด จะอยู่รอด โดยคนที่มีสภาพคล่องที่สามารถใช้ได้ จะมีโอกาสพิเศษเพราะไม่มีใครมาแข่งขันด้วยค่ะ

สำหรับบุคคลธรรมดา สภาพคล่องทำให้ชีวิตไม่ติดขัด การเตรียมสภาพคล่องสำหรับบุคคลธรรมดา ดิฉันแนะนำให้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเราเรียกว่า “เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” หรือเงินรองรัง ที่นักวางแผนการเงินใช้กัน อันนี้เป็น “สิ่งจำเป็น” ตามหลักการ จะให้จัดไว้ประมาณ 6 -12 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือน คือถ้าหน้าที่การงานมั่นคง ก็จัด 6 เท่า แต่ถ้างานที่ทำมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ อาจต้องจัด 12 เท่า ส่วนนี้เอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินจริงๆ เช่น ขาดรายได้ชั่วคราว (ทำงานรายวัน แต่น้ำท่วมออกไปทำงานไม่ได้)

อย่างไรก็ดี พบว่ากลุ่มผู้มีรายได้แบบรายวัน มักจะมีเงินเก็บจำนวนไม่สูงมาก ด้วยความที่ระดับรายได้ไม่สูงอยู่แล้ว ดิฉันแนะนำว่า ขอให้พยายามหน่อย อย่างน้อยควรตั้งเป้าหมายให้ได้ 3 เดือนของค่าใช้จ่าย จะตัดความกังวลได้ในหลายๆเรื่อง

สำหรับส่วนที่สอง เป็นสภาพคล่องที่อยู่ในพอร์ตการลงทุน หมายถึง ส่วนที่ลงทุนอยู่ใน เงินฝาก ตราสารหนี้ระยะสั้นๆ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งโดยทั่วไป สามารถถอน หรือขายคืนได้เพื่อรับเงินภายใน 1-2 วัน หรือกรณีเป็นเงินฝากประจำ ก็อาจต้องรอเวลาให้ครบกำหนด แต่ระยะฝากควรจะเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน และจัดให้มีการทยอยครบกำหนดทุกเดือน หรือทุก 3 เดือน เป็นต้น ส่วนนี้คือที่ดิฉันเขียนถึงว่าทำให้เรามีโอกาสในการฝ่าวิกฤติดีกว่าคนที่ไม่มีสภาพคล่องค่ะ ส่วนตัวดิฉันใช้ กองทุนรวมตลาดเงิน และกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนในการเลือกทรัพย์สินที่จะลงทุน และจัดสภาพคล่อง ซึ่งส่วนนี้ หากสถานการณ์การลงทุนไม่ค่อยดี จะแนะนำให้ ลงทุนในสัดส่วนที่สูงหน่อย (15-25%) แต่ถ้าสถานการณ์ลงทุนดี จะแนะนำให้ลงทุนในสัดส่วนน้อยๆ (10-15%) เพราะโดยทั่วไปได้ผลตอบแทนต่ำ แต่ก็มีความเสี่ยงต่ำด้วย

สำหรับองค์กร หรือนิติบุคคล สภาพคล่องจะวัดได้จาก อัตราส่วน Current Ratio คือ นำตัวเลขสินทรัพย์หมุนเวียน หรือ current assets มาหารด้วย หนี้สินหมุนเวียน หรือ current liabilities หมายถึงว่า หากเราต้องขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุดในองค์กรของเรา แล้วนำไปจ่ายคืนหนี้สินระยะสั้น เรามีเงินเพียงพอหรือไม่ ตัวเลขอัตราที่พึงประสงค์จึงต้องเกิน 1 เท่า โดยถือเอาว่า 1.2 เป็นตัวเลขขั้นต่ำที่พึงประสงค์ หากไปกู้ธนาคาร ธนาคารอาจอยากเห็นตัวเลขระหว่าง 1.2-1.5 เท่า อย่างไรก็ดี ตัวเลขอัตราส่วนสูงๆ เช่น 3-4 เท่า ไม่ได้หมายความว่าดี มีสภาพคล่องสูงนะคะ อาจหมายความถึงประสิทธิภาพที่ไม่ดี ไม่ได้นำเงินหมุนเวียนไปลงทุน หรือใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการด้วยค่ะ

การเตรียมสภาพคล่องมีสองส่วน  ส่วนแรกคือการจัดการภายในองค์กรเอง บริหารประสิทธิภาพของการเก็บหนี้ จัดการสต็อกสินค้าให้มีเพียงพอ สต็อกวัตถุดิบให้เพียงพอ แต่ไม่มากเกินไป และดูแลเรื่องการล้าสมัยหรือหมดอายุด้วย จัดการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงการเผื่อกรณีฉุกเฉินด้วย เพราะหากตึงเกินไป กรณีฉุกเฉิน จะไม่มีสภาพคล่องมากช่วยแก้ปัญหา

ส่วนที่สอง เป็นการจัดการกับภายนอก เช่น ขอเทอมการค้าจากคู่ค้าให้องค์กรมีสภาพคล่อง ให้หายใจได้ ระหว่างผลิต หรือระหว่างการเตรียมบริการ และขอวงเงินหมุนเวียนจากสถาบันการเงินไว้ จริงๆแล้ววงเงินโอดี หรือ Overdraft facility ดีที่สุด เพราะเป็นวงเงินสำรอง เราเสียดอกเบี้ยเมื่อเราใช้วงเงิน ถ้าไม่ใช้ ก็ไม่เสีย แต่ธนาคารไม่ชอบค่ะ เพราะธนาคารต้องกันวงเงินให้เราใช้ ทำให้กันการสภาพคล่องได้ไม่เต็มที่ ระยะหลังเข้าใจว่าใครมีวงเงินโอดีแล้วไม่ได้ใช้ ธนาคารจะขอยุบวงเงินไปเลยค่ะ

ในการจัดการเงินหมุนเวียนที่เป็นลักษณะเฉพาะของธุรกิจ เช่นระยะเวลาการผลิตนานมากนั้น เราเรียกว่า วงเงินหมุนเวียนถาวร (Permanent Working Capital) บางครั้งเราใช้วิธีเอาส่วนทุนมาดูแลเลยค่ะ คือไม่ต้องกู้จากธนาคาร แต่ผู้ถือหุ้นเตรียมพร้อมที่จะรับผิดชอบอยู่แล้ว