จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 ชี้ชะตาดุลอำนาจการเมือง สะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ การค้า และการคลังทั่วโลก เสี่ยงเพิ่มความผันผวนตลาดหุ้น พันธบัตร และดอลลาร์ ท่ามกลางแนวโน้มสภาคองเกรสแบ่งขั้ว ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ย Fed และกำไรบริษัท โดยเฉพาะหุ้น AI ยังเป็นปัจจัยชี้ขาดตลาดระยะยาว
KEY POINTS
- การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 จะเป็นตัวกำหนดดุลอำนาจทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และการค้า ซึ่งกระทบต่อทิศทางตลาดหุ้น พันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์
- ผลสำรวจชี้โอกาสเกิด "Divided Government" ที่เดโมแครตคุมสภาล่างและรีพับลิกันคุมวุฒิสภา ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนด้านการเจรจางบประมาณและนโยบายสาธารณสุข
- นโยบายการค้าและเทคโนโลยี โดยเฉพาะกับจีน ยังคงอยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้ความเสี่ยงต่อหุ้นกลุ่ม Consumer Discretionary และ Semiconductor ยังคงอยู่แม้ดุลอำนาจในสภาจะเปลี่ยนไป
- ภาวะสภาคองเกรสแบ่งขั้วคาดว่าจะทำให้ Bond Yield ของสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง จากแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ การขาดดุลงบประมาณ และนโยบายการเงินของ Fed
- แม้การเลือกตั้งจะสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ทิศทางตลาดการเงินในระยะยาวจะยังถูกกำหนดโดยปัจจัยพื้นฐาน เช่น นโยบายดอกเบี้ยของ Fed และการเติบโตของกำไรบริษัท โดยเฉพาะในกลุ่ม AI
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (US Midterm Election) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดดุลอำนาจทางการเมืองของสหรัฐฯ ในช่วงสองปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะความสามารถในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง ภาษี และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้น พันธบัตรรัฐบาล ค่าเงินดอลลาร์ และการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ผลสำรวจชี้โอกาสเปลี่ยนขั้วในสภาล่าง ขณะที่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา
ตลอดราว 80 ปีที่ผ่านมา มีเพียงปี 1998 และ 2002 ที่พรรคของประธานาธิบดีสามารถเพิ่มที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ ซึ่งสะท้อนว่าการเลือกตั้งกลางเทอมมักเป็นช่องทางที่ประชาชนใช้ประเมินผลงานของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความพึงพอใจต่อการบริหารประเทศ
จากข้อมูล Generic Ballot หรือผลสำรวจความนิยมเลือกพรรคในระดับประเทศของ RealClearPolling เฉลี่ยช่วงวันที่ 16 กันยายน-5 ตุลาคม 2026 พบว่าเดโมแครตมีคะแนน 50.4% เทียบกับรีพับลิกัน 42.5% หรือนำอยู่ 7.9 จุด จึงมองว่าในกรณีฐาน (Base case) พรรคเดโมแครตคุมสภาล่าง แต่รีพับลิกันยังคุมวุฒิสภา ซึ่งเป็น Divided Government หรือสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีกับเสียงข้างมากในสภาไม่ได้อยู่พรรคเดียวกัน ส่วน Democratic Sweep ที่เดโมแครตได้ทั้งสองสภา มีโอกาสต่ำกว่า เพราะวุฒิสภาตอนนี้รีพับลิกันครองอยู่ 53-47 เดโมแครตต้องชนะเพิ่ม 4 ที่นั่ง ซึ่งอาจจะไม่ง่ายนัก
ดุลอำนาจใหม่อาจเพิ่มความไม่แน่นอนด้านงบประมาณและนโยบายสุขภาพ
หลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ยังต้องติดตามการเจรจางบประมาณรัฐบาลที่มีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 11 ธันวาคม 2026 โดยแม้สภาคองเกรสชุดใหม่จะเริ่มทำงานในเดือนมกราคม 2027 แต่ผลเลือกตั้งอาจส่งผลต่อท่าทีการเจรจาของทั้งสองพรรคในช่วงปลายปี โดยเฉพาะหากเดโมแครตชนะเสียงข้างมากในสภาล่าง อาจทำให้ทั้งสองพรรคมีแรงจูงใจในการเร่งเจรจาหรือชะลอข้อตกลงเพื่อรอดุลอำนาจใหม่ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด Government Shutdown หากไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ทันกำหนด
ขณะที่นโยบายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะเงินอุดหนุนประกันสุขภาพภายใต้ ACA และงบประมาณ Medicaid ยังคงเป็นประเด็นที่ทั้งสองพรรคมีความเห็นต่างกัน อย่างไรก็ตาม แม้เดโมแครตจะชนะสภาล่าง ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายได้ทันที เพราะกฎหมายใหม่ต้องผ่านวุฒิสภาและประธานาธิบดีด้วย ทำให้หุ้นกลุ่ม Healthcare อาจตอบรับผลเลือกตั้งในระยะสั้น แต่ประโยชน์ต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบายในระยะถัดไป
นโยบายการค้าและเทคโนโลยียังอยู่ในมือฝ่ายบริหาร
แม้ดุลอำนาจในสภาคองเกรสเปลี่ยนไป แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหาร (Executive Orders) ในการดำเนินนโยบายได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายการค้ากับจีน ความตึงเครียดกับอิหร่าน และการทบทวนข้อตกลงการค้า USMCA ระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ดังนั้น แม้พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ก็ไม่ได้หมายความว่านโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์จะเปลี่ยนแปลงทันที ทำให้หุ้นกลุ่ม Consumer Discretionary ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านต้นทุนการนำเข้า ขณะที่กลุ่ม Semiconductor และ AI ยังคงมีความเสี่ยงจากมาตรการควบคุมการส่งออกชิปไปยังจีน ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหารเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม มองว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรบริษัทในดัชนี S&P 500 ปี 2027 โดยแนวโน้มดังกล่าวไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลการเลือกตั้งกลางเทอม
สภาคองเกรสแบ่งขั้ว มอง Bond Yield ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง
การเกิด Divided Government อาจช่วยจำกัดการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐใหม่ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อการขาดดุลงบประมาณได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเผชิญภาระรายจ่ายภาคบังคับและต้นทุนดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะในระดับสูง ขณะที่ทิศทาง Bond Yield ยังได้รับแรงกดดันจากนโยบายการเงินของ Fed และเงินเฟ้อ โดยเฉพาะราคาพลังงานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่ความกังวลด้านหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณยังเพิ่มแรงกดดันต่อผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ดังนั้นมองว่า Bond Yield สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไป แม้ผลเลือกตั้งจะนำไปสู่ Divided Government ก็ตาม
สำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มองว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจส่งผลต่อค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่าในระยะสั้น แต่ทิศทางหลักยังขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของ Fed โดยเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งการที่ Fed เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า เพราะทำให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์มีผลตอบแทนสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง จนตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า Fed อาจหยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือกลับมาลดดอกเบี้ย ก็อาจทำให้แรงหนุนต่อค่าเงินดอลลาร์ลดลงในระยะถัดไป
มุมมองการลงทุน: การเลือกตั้งเพิ่มความผันผวนระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานกำหนดทิศทางระยะยาว
โดยสรุป การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 อาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินในช่วงก่อนวันที่ 3 พฤศจิกายน จากความไม่แน่นอนด้านดุลอำนาจในสภาคองเกรสและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เมื่อผลเลือกตั้งมีความชัดเจน ความกังวลทางการเมืองอาจลดลง ซึ่งในอดีตมักช่วยหนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในช่วงปลายปี ขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดดุลงบประมาณและภาระหนี้สาธารณะ ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง โดยยังต้องติดตามทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของ Fed เป็นสำคัญ
สำหรับแนวคิดการจัดพอร์ตในไตรมาส 4 คือ การสร้างสมดุลระหว่าง Growth และ Income โดยเน้นรับผลตอบแทนจาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงผ่านพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นถึงกลาง และหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade ตั้งแต่ BBB ขึ้นไป เพื่อสร้างรายได้จากดอกเบี้ยพร้อมจำกัดความผันผวนของพอร์ต ขณะที่ตราสารหนี้ระยะยาวยังแนะนำให้ถือในสัดส่วนจำกัด และค่อยเพิ่มน้ำหนักเมื่อเงินเฟ้อพื้นฐานเริ่มชะลอลงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เรายังมองเห็นโอกาสในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรบริษัทในกลุ่ม AI ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งยังสามารถรองรับต้นทุนทางการเงินที่สูงได้ ดังนั้น กลยุทธ์หลักจึงเป็นการใช้ ตราสารหนี้สร้างรายได้ควบคู่กับการลงทุนในหุ้นเพื่อรับโอกาสเติบโต





