วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม 2569

Login
Login

Residential Care Home: คุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีผู้สูงอายุ

กรณีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สั่งปิดและเพิกถอนใบอนุญาตศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569

หลังตรวจพบการให้บริการเกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาตและการดัดแปลงสถานที่เป็นห้องลูกกรง รวมถึงเตียงที่มีกรงเหล็กครอบ เป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้สังคมทบทวนคุณภาพของระบบดูแลผู้สูงอายุ

การส่งสมาชิกครอบครัวเข้าสถานดูแลอาจเป็นการแสวงหาความช่วยเหลือเมื่อดูแลเองไม่ไหว แต่ต้องพิจารณาความสมัครใจและความเหมาะสมด้วย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสถานที่ซึ่งรับหน้าที่ดูแลสามารถคุ้มครองความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้พักได้จริง และใครควรรับผิดชอบให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

ศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ หมายถึงคุณค่าและความเป็นมนุษย์ที่ผู้สูงอายุทุกคนมีอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งควรได้รับการเคารพโดยไม่ลดทอนคุณค่าเพราะอายุ สุขภาพ ความสามารถ หรือการต้องพึ่งพาผู้อื่น

ผู้สูงอายุควรได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ มีสิทธิแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง รวมถึงดำรงชีวิตโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ การดูหมิ่น และการละเมิด

ในชีวิตประจำวัน การเคารพศักดิ์ศรีเริ่มจากการรับฟังความต้องการ ขอความยินยอมก่อนให้ความช่วยเหลือ และเคารพความเป็นส่วนตัว แม้ในช่วงที่บุคคลต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ดิฉันจำได้ว่าเมื่อครั้งเรียนที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิชาสังคมวิทยาครอบครัวได้ชวนให้พิจารณาการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวไทย ประเด็นนี้ช่วยให้เข้าใจว่ารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและการทำงานอย่างไร

ในสังคมเกษตรกรรม บ้านและพื้นที่ทำงานมักอยู่ใกล้กัน สมาชิกหลายรุ่นอาศัยอยู่ร่วมกันหรืออยู่ในชุมชนเดียวกัน จึงสามารถแบ่งหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุได้ ผู้สูงอายุเองก็มีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้เรื่องการเพาะปลูก ดูแลหลาน และช่วยงานที่เหมาะกับกำลัง

การดูแลจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม แต่ละครอบครัวมีทรัพยากรและข้อจำกัดต่างกัน ผู้สูงอายุจึงไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงเสมอไป

เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมอุตสาหกรรม คนวัยทำงานย้ายจากชนบทเข้าเมืองเพื่อทำงานในโรงงานและภาคบริการมากขึ้น ครอบครัวบางส่วนจึงแยกกันอยู่ แม้ลูกหลานอาจส่งเงินกลับบ้านได้ แต่ไม่สามารถช่วยดูแลกิจวัตรประจำวันหรือพาไปพบแพทย์ได้สม่ำเสมอ

ผู้สูงอายุบางคนอยู่ตามลำพัง อยู่กับคู่สมรส หรือรับหน้าที่เลี้ยงหลานที่พ่อแม่ไปทำงานต่างพื้นที่

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่ล้วนทำให้ต้องทบทวนว่าครอบครัวจะจัดการดูแลกันอย่างไรเมื่อสมาชิกไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ใกล้กันเช่นเดิม

จากงานวิจัย 3 เรื่องได้แก่

  • “Transitions into informal caregiving and out of paid employment of women in their 50s” 
  • “Caregiving and mental health among workers: Longitudinal evidence from a large cohort of adults in Thailand” 
  • “Strength and stress: Positive and negative impacts on caregivers for older adults in Thailand”

สรุปได้ว่า การทำงานนอกบ้านอาจจำกัดเวลาที่สมาชิกครอบครัวจัดสรรให้การดูแล โดยเฉพาะเมื่อผู้สูงอายุต้องการความช่วยเหลือต่อเนื่อง การรับหน้าที่ดูแลอาจทำให้ผู้ดูแลบางคนออกจากงานที่ได้รับค่าจ้าง ขณะเดียวกันการดูแลควบคู่กับการทำงานสัมพันธ์กับความทุกข์ทางจิตใจ

งานวิจัยเชิงคุณภาพในประเทศไทยยังพบทั้งความยากลำบากทางการเงินและความคาดหวังให้ผู้หญิง เช่น ลูกสาวหรือภรรยา เป็นผู้ดูแลหลัก  ดังนั้น จึงเชื่อมโยงกับความไม่เท่าเทียมภายในครอบครัวด้วย

ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุขช่วยให้ผู้คนมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวขึ้น เมื่อประกอบกับการมีบุตรน้อยลง หลายครอบครัวจึงมีผู้สูงอายุที่ต้องดูแลมากขึ้นเมื่อเทียบกับจำนวนลูกหลาน

ทั้งนี้การเข้าสู่สังคมสูงวัยเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงหลายด้านร่วมกัน การคาดหวังให้ลูกหลานรับภาระทั้งหมดโดยไม่มีระบบสนับสนุน อาจทำให้ทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแลตกอยู่ในความเปราะบาง

ข้อจำกัดดังกล่าวนำมาสู่คำถามเรื่องค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำ ใครจะเป็นผู้ดูแลหากลูกหลานต้องออกไปทำงานทุกวัน และหากต้องใช้บริการสถานดูแล เงินจะมาจากไหน ครอบครัวหนึ่งอาจมีเงินจ้างผู้ดูแล แต่ขาดข้อมูลสำหรับเลือกบริการ

อีกครอบครัวอาจมีสมาชิกพร้อมดูแล แต่ต้องสูญเสียรายได้จากการหยุดทำงาน ขณะที่ผู้สูงอายุบางคนไม่มีญาติใกล้ชิดเลย

นอกจากนี้การดูแลผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือต่อเนื่องอาจต้องอาศัยทักษะ บุคลากร และอุปกรณ์ที่ครอบครัวจัดหาเองได้ยาก การออกแบบระบบดูแลจึงต้องคำนึงถึงทั้งกำลังจ่าย สภาพครอบครัว และระดับความช่วยเหลือที่ผู้สูงอายุแต่ละรายต้องการ

แม้ครอบครัวจะจ่ายค่าบริการได้ ก็ยังจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบคุณภาพที่เชื่อถือได้ ครอบครัวควรเข้าถึงข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินความปลอดภัยและความเหมาะสมของบริการ

คุณภาพการดูแลต้องครอบคลุมอาหาร สุขอนามัย บุคลากรที่เหมาะกับบริการ และการเข้าถึงการรักษา ตลอดจนความเป็นส่วนตัว การติดต่อกับญาติหรือบุคคลที่ไว้วางใจ และช่องทางร้องเรียนที่ผู้พักเข้าถึงได้จริง

การรับฟังผู้สูงอายุ ยังหมายถึงการถามว่าเจ้าตัวต้องการอยู่ที่ใดและต้องการความช่วยเหลือแบบไหน ความต้องการพึ่งพาผู้อื่นไม่ควรทำให้เสียงของผู้สูงอายุหมดความหมาย

ตัวอย่างจากประเทศเนเธอร์แลนด์ช่วยให้เห็นว่า ระบบสาธารณะสามารถเข้ามารองรับการดูแลได้อย่างไร รัฐมีแนวทางสนับสนุนให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านและใช้ชีวิตอย่างอิสระได้นานที่สุด

โดยเทศบาลจัดความช่วยเหลือ เช่น งานบ้าน กิจกรรมกลางวัน และการสนับสนุนญาติผู้ดูแล ส่วนระบบประกันสุขภาพครอบคลุมบริการพยาบาลที่บ้านตามความจำเป็น

สำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลหรือเฝ้าระวังตลอดเวลา มีหน่วยงาน CIZ หรือ Centrum Indicatiestelling Zorg ทำหน้าที่ประเมินสิทธิรับการดูแลระยะยาวตามกฎหมาย

Wlz หรือ Wet langdurige zorg ผู้ผ่านการประเมินสามารถรับบริการในสถานดูแล หรือที่บ้านเมื่อสามารถจัดบริการได้อย่างปลอดภัย เหมาะสม และคุ้มค่า

ระบบนี้มีการร่วมจ่ายตามรายได้ ทรัพย์สิน และสถานการณ์ครอบครัว จึงเป็นตัวอย่างของการเชื่อมบริการกับความจำเป็นในการดูแลและความสามารถในการร่วมจ่าย

สำหรับประเทศไทย ดิฉันเห็นว่าควรพัฒนาบริการดูแลที่บ้าน บริการดูแลกลางวัน และบริการดูแลชั่วคราว เพื่อให้ผู้สูงอายุมีทางเลือกที่เหมาะกับความต้องการ และให้ญาติผู้ดูแลได้พักหรือมีเวลาทำงานหารายได้ ควบคู่กับการตรวจสอบสถานดูแลอย่างต่อเนื่อง

การเปิดเผยข้อมูลคุณภาพบริการ และช่องทางร้องเรียนที่ผู้พักใช้ได้จริง รัฐควรช่วยเหลือค่าใช้จ่ายตามระดับความจำเป็นในการดูแลและกำลังจ่ายของครอบครัวเพิ่มเติมจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันจ่ายเดือนละ 600 บาทสำหรับอายุ 60–69 ปี 700 บาทสำหรับอายุ 70–79 ปี 800 บาทสำหรับอายุ 80–89 ปี และ 1,000 บาทสำหรับอายุ 90 ปีขึ้นไป

ดิฉันเห็นว่าเงินจำนวนนี้ควรได้รับการทบทวนให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและความต้องการของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง

การสนับสนุนคนทำงานที่มีหน้าที่ดูแลญาติควรเป็นอีกส่วนหนึ่งของนโยบาย เพื่อให้ครอบครัวสามารถดูแลกันได้โดยไม่สูญเสียความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ความรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันดูแล ครอบครัวมีบทบาทรับฟังความต้องการและร่วมตัดสินใจ ผู้ให้บริการต้องจัดการดูแลอย่างเหมาะสมและเคารพสิทธิของผู้พัก

ส่วนรัฐต้องกำกับมาตรฐานและสร้างหลักประกันให้ผู้มีทรัพยากรจำกัดเข้าถึงบริการได้ โดยมีชุมชนและสถานประกอบการช่วยสนับสนุนผู้ดูแล 

ดิฉันขอปิดท้ายด้วยคำถามว่า เมื่อถึงวันที่เราต้องพึ่งพาผู้อื่น เราต้องการระบบดูแลแบบใด และวันนี้เราจะร่วมกันสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร