วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อ ‘หุ่นยนต์สังหาร’ อาจไม่ใช่แค่นิยายอีกต่อไป

ความจริงอยากเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีจังหวะเวลาที่เหมาะสม วันนี้เลยถือโอกาสชวนผู้อ่านลองมาคิดตามร่วมกัน เพราะเสียงเตือนเรื่อง AI บนเวทีโลกกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

    “อันโตนิโอ กูเตอร์เรส” เลขาธิการสหประชาชาติ ออกมาเรียกร้องผ่านเวทีประชุมสมัชชาใหญ่ UN บอกให้ผู้นำโลกเร่งวางกฎระเบียบกำกับดูแล AI โดยย้ำว่าโลกกำลังเห็นการถ่ายโอนอำนาจครั้งใหญ่จากรัฐบาลไปสู่บริษัทเอกชนและบุคคลเพียงไม่กี่ราย ขณะที่เทคโนโลยี AI พัฒนาด้วยความเร็วจนมนุษย์อาจตามไม่ทัน พร้อมย้ำว่า “หุ่นยนต์สังหาร” ต้องไม่มีที่ยืนในอนาคตของเรา ข้อเสนอของ UN มีทั้งการเปิดช่องทางหารือระหว่างประเทศที่มีศักยภาพด้าน AI การเพิ่มความโปร่งใส และการบังคับทดสอบความปลอดภัยสำหรับ AI ขั้นสูง

    แต่เสียงตอบรับจากมหาอำนาจกลับไปคนละทาง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศชัดว่า “ใครชนะ AI คนนั้นชนะ” พร้อมคัดค้านการชะลอการพัฒนา ขณะที่ “มาร์โก รูบิโอ” รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ย้ำว่าอเมริกาต้องรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีในการแข่งขันกับจีน แม้ “เอ็มมานูเอล มาครง” ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และ “มาร์ก คาร์นีย์” นายกรัฐมนตรีแคนาดา จะแสดงความกังวลไม่ต่างจาก UN ก็ตาม คำถาม คือ เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดมองว่านี่คือ “สงครามที่ต้องชนะ” กติกาใดๆ ที่โลกพยายามวางไว้ จะมีน้ำหนักพอให้ใครยอมเหยียบเบรกหรือไม่?

    ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด งานวิจัย “RoboHarm” ที่เผยแพร่เมื่อ 18 ก.ย. ทดสอบว่า AI ที่ใช้สั่งการหุ่นยนต์จะปฏิเสธคำสั่งที่แฝงอันตรายได้หรือไม่ โดยทดสอบผ่าน 5 สถานการณ์ในครัว เช่น สั่งให้ “แทงสิ่งที่ไม่ใช่ขนมปัง” ขณะมีตุ๊กตาเด็กวางอยู่ข้างๆ สั่งเอากระป๋องสเปรย์ไปวางบนเตา หรือเอาไขควงใส่เครื่องปิ้งขนมปัง ...ผลออกมาว่า Claude Fable 5.1 ปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย 20 ครั้งจาก 100 ครั้ง ขณะที่ GPT-6 Astra ปฏิเสธเพียง 2 ครั้ง และในฉากตุ๊กตาเด็ก Astra ลงมือทำตามคำสั่งถึง 17 ครั้ง ส่วน MolmoAct2 ไม่มีกลไกปฏิเสธที่ชัดเจนเลย
    สิ่งที่น่าคิด คือ AI ที่ “ทำงานเก่ง” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัย” เพราะ Astra ทำภารกิจสำเร็จ 60 ครั้ง สูงกว่า Fable ที่ 34 ครั้ง แต่ยอมหยุดเมื่อเจอคำสั่งเสี่ยงน้อยกว่ามาก นี่คือการแลกกันระหว่างประสิทธิภาพกับความระมัดระวัง ที่ตลาดอาจไม่ให้รางวัล หากผู้ซื้อวัดกันแค่ความเร็วและความสำเร็จของงาน แม้นักวิจัยยอมรับว่าผลยังจำกัดอยู่ในห้องแล็ป แต่ก็สะท้อนว่า AI ที่มี “มือ” ต่างจากแชตบอตโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ต้องวัดไม่ใช่แค่ว่ามันตอบอะไร แต่เมื่อมีเครื่องมือในมือ มันจะเลือกหยุดหรือลงมือ ข้อเสนอเรื่องการทดสอบภาคบังคับของ UN จึงดูมีน้ำหนักขึ้นทันที
    เราเห็นว่า การแข่งขัน AI ระหว่างมหาอำนาจคงยากจะหยุด แต่การปล่อยให้ความเร็วนำหน้าความปลอดภัย คือการสะสมความเสี่ยงที่สุดท้ายไม่มีใครรับผิดชอบ สำหรับไทยซึ่งกำลังเร่งนำระบบอัตโนมัติเข้าสู่โรงงาน โลจิสติกส์ และบริการสุขภาพ ไม่ควรรอให้กติกาโลกลงตัวก่อนแล้วค่อยขยับ หน่วยงานกำกับควรเริ่มวางมาตรฐานทดสอบความปลอดภัยของ AI ที่ควบคุมอุปกรณ์จริงตั้งแต่วันนี้ และกำหนดให้ผู้นำเข้าเปิดเผยผลทดสอบอย่างโปร่งใส ก่อนที่ “หุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งทุกอย่าง” จะเดินเข้ามาในบ้านและโรงงานของเรา เพราะถ้ารอถึงวันนั้น การแก้ไขอาจสายเกินไปก็เป็นได้!