วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

AI กับระบบนิเวศของไทย

ปัญหาไม่ใช่ว่าเรามี “คน” หรือไม่ แต่คือเมื่อคนเหล่านั้นอยากกลับมา เรามี “งาน” และมี “เวที” ที่ใหญ่พอให้เขาหรือเปล่า

ตอนที่แล้วผมเกริ่นถึงสิ่งที่เห็นจากการไปร่วมงาน HUAWEI CONNECT 2026 ที่เซี่ยงไฮ้ และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมอาจไม่ใช่ชิปตัวใหม่ ไม่ใช่ AI Model ที่ใหญ่ขึ้น หรือดาต้าเซนเตอร์ที่มีพลังประมวลผลมหาศาล

แต่คือการได้เห็นว่าเบื้องหลังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน มีระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่คอยผลักดันอยู่พร้อมกันทั้งระบบ

เรื่องนี้ทำให้ผมกลับมาคิดถึงประเทศไทย เพราะทุกวันนี้เราพูดถึง AI กันมาก ภาครัฐพูดถึง AI ภาคธุรกิจลงทุนใน AI มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตร AI และบริษัทต่าง ๆ ก็เริ่มนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องดีและจำเป็น แต่คำถามสำคัญกว่าคือ อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่ของเทคโนโลยีนี้

เราจะเป็นประเทศที่ซื้อ GPU ซื้อ Server สร้างดาต้าเซนเตอร์ใช้ Foundation Model จากต่างประเทศ แล้วนำ Application ของคนอื่นมาเพิ่ม Productivity ให้ธุรกิจของเรา หรือเราจะสามารถขยับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือมีคนไทยสร้าง Model สร้าง Application สร้างทรัพย์สินทางปัญญาและสร้างธุรกิจใหม่ที่เติบโตออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วย

ผมคิดว่าความแตกต่างระหว่างสองเส้นทางนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าคนไทยฉลาดพอหรือไม่ เพราะเรามีหลักฐานอยู่แล้วว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยสามารถไปเรียนและทำงานในมหาวิทยาลัยหรือบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกได้ คนไทยที่เรียนในต่างประเทศก็เรียนตำราเดียวกัน ใช้ห้อง Lab แบบเดียวกัน และทำวิจัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกับคนจีน อเมริกัน เกาหลี หรือยุโรป

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเรามี “คน” หรือไม่ แต่คือเมื่อคนเหล่านั้นอยากกลับมา เรามี “งาน” และมี “เวที” ที่ใหญ่พอให้เขาหรือเปล่า

ผมจึงคิดว่าบทบาทของรัฐบาลในยุค AI อาจต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้คน “ใช้ AI” ไปสู่การสร้างเงื่อนไขให้คนไทย “สร้าง AI” ด้วย เช่น เปิดพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยและ Startup ได้ทดลองเทคโนโลยีกับโจทย์จริง สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Computing เปิดข้อมูลภาครัฐที่เหมาะสมให้พัฒนา Application และที่สำคัญคือใช้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเป็นเวทีให้เทคโนโลยีไทยได้พิสูจน์ตัวเอง

ลองคิดดูว่า ถ้าหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ระบบขนส่ง การท่องเที่ยว หรือบริการประชาชน เปิดโจทย์ให้บริษัทและนักพัฒนาไทยเข้าไปสร้าง AI Solution เราจะไม่ได้เพียงระบบที่ช่วยให้ภาครัฐทำงานดีขึ้น แต่กำลังสร้างธุรกิจจริงให้บริษัทไทยได้สะสมประสบการณ์ มี Reference มีรายได้ และสามารถนำ Solution ที่ผ่านการใช้งานจริงเหล่านั้นออกไปขายในตลาดอื่นได้

ประเทศไทยเองอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยความฝันว่าจะต้องสร้างชิปแข่งกับสหรัฐฯ หรือจีนทุกอย่าง เพราะเราอาจไม่มีทั้งเงินทุน ตลาด และขนาดเศรษฐกิจเพียงพอ แต่เราเลือกได้ว่าจะเก่งตรงไหนของห่วงโซ่ AI เรามีจุดแข็งใน Healthcare การท่องเที่ยว อาหาร การเกษตร การผลิต การเงิน และบริการ ถ้าเราสามารถนำ AI มาสร้างโซลูชัน ที่เกิดจากความรู้และข้อมูลเฉพาะของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ก็มีโอกาสสร้างสิ่งที่ต่างประเทศต้องการใช้ได้เช่นกัน

และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงคิดว่าเรื่อง AI ของประเทศไทยไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หรือบริษัทเทคโนโลยีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะ Ecosystem จะเกิดขึ้นได้ต้องมีมหาวิทยาลัยสร้างคน ภาคเอกชนสร้างผลิตภัณฑ์ นักลงทุนกล้าลงทุน ภาครัฐสร้างตลาดและกติกาที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรม และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้คนเก่งสามารถทดลองความคิดของตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้เงินมหาศาลตั้งแต่วันแรก

เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีประเทศใดมีคนเก่งกว่าประเทศอื่นโดยธรรมชาติ ความแตกต่างอยู่ที่ประเทศนั้นสามารถเปลี่ยนคนเก่งให้กลายเป็นนักวิจัย เปลี่ยนนักวิจัยให้กลายเป็นผู้สร้าง เปลี่ยนสิ่งที่สร้างให้กลายเป็นธุรกิจ และเปลี่ยนธุรกิจให้เติบโตเป็นอุตสาหกรรมได้หรือไม่

วันนี้ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากทั่วโลก และไม่ควรปิดกั้นตัวเองด้วยความคิดว่าอะไร ๆ ก็ต้องสร้างเองทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรพอใจกับบทบาทของการเป็นลูกค้าที่ดีของเทคโนโลยีโลกไปตลอดเท่านั้น