ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยทั่วโลก ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญดันบอนด์ยีลด์สูงขึ้น กดดันหุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี นักลงทุนจึงต้องรับมือความผันผวนด้วยการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น
KEY POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นกว่าเป้าหมาย
- จากแรงกดดันเงินเฟ้อ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอีกภายในปีนี้
- ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินทั่วโลก
- การขึ้นดอกเบี้ยส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเติบโตและเทคโนโลยี
- นักลงทุนเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น จึงควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง โดยอาจพิจารณาลดสัดส่วนหุ้นเติบโตและเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรระยะสั้น
สถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ทำให้ปริมาณน้ำมันจากตะวันออกกลางจำนวนมากไม่สามารถขนส่งออกไปสู่ตลาดโลกได้ตามปกติ ล่าสุด สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น หลังเกิดการโจมตีท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ของซาอุดีอาระเบีย โดยท่อส่งน้ำมันดังกล่าวเป็นเส้นทางที่ช่วยลำเลียงน้ำมันดิบจากฝั่งตะวันออกของประเทศไปยังท่าเรือยานบู (Yanbu) เพื่อส่งออกสู่ตลาดโลกผ่านช่องทางทะเลแดงกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีในเยเมนได้ทำการบุกยึดเกาะมายุน (Mayun Island) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางเดินเรือระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันและสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น หนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง
การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ไม่เพียงเป็นปัจจัยกดดันราคาพลังงาน แต่ยังส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพ กดดันให้อัตราเงินเฟ้อของทุกประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยล่าสุด อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ณ เดือนส.ค.ออกมาที่ 3.4% เทียบกับปีก่อน ซึ่งยังสูงกว่าระดับเป้าหมายระยะยาวของ FED ที่ 2% หนุนโดยราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ประกอบกับตลาดแรงงานที่ยังคงร้อนแรง และเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่ยังคงแข็งแกร่ง
ส่งผลให้เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา FED มีมติเอกฉัตร 12:0 เสียง ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาที่กรอบระดับ 3.75-4.00% นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี แม้การตัดสินใจดังกล่าวจะเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนว่าการปรับขึ้นครั้งนี้จะเพียงพอต่อการควบคุมเงินเฟ้อที่ร้อนแรงหรือไม่
โดยประมาณการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed Dot Plot) สะท้อนว่า FED อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปีนี้ และคงดอกเบี้ยไว้ที่ราว 4.1% ในปีหน้า ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐปรับตัวทะลุ 5% ในช่วงที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันต่อการประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเติบโตและกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ ไม่เพียงแค่ธนาคารกลางสหรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดียวกัน
สะท้อนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อและการเปลี่ยนแปลงของทิศทางนโยบายการเงินทั่วโลก แม้ว่าตลาดหุ้นในภาพรวมจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้าน AI แต่หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงจนเงินเฟ้อไม่สามารถชะลอตัวได้ตามที่คาด และทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้
ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และทิศทางนโยบายการเงิน การกระจายความเสี่ยงและการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ ทั้งนี้ อาจพิจารณาลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงบางส่วน โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนไปยังสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ
โดย บลจ.ทาลิส ขอแนะนำกองทุน TLUSGOV ที่มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐอายุเฉลี่ย 0-3 เดือน โดยมีจุดเด่นด้านอายุเฉลี่ยของตราสารที่สั้นและความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่จำกัด อย่างไรก็ตาม กองทุนยังมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน จึงควรพิจารณาให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทิศทางราคาพลังงาน และตัวเลขเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางและเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในระยะถัดไป





