วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

3 เรื่องควรรู้ก่อนลงทุน Leveraged ETF

เตือนลงทุน Leveraged ETF ผลตอบแทนพ่วงความเสี่ยงสูง อัตราทดขยายทั้งกำไร-ขาดทุน เหมาะลงทุนระยะสั้น หลังถือหลายวันอาจเผชิญผลกระทบจากความผันผวน

KEY POINTS

  • อัตราทด (Leverage) จะขยายทั้งผลกำไรและผลขาดทุน ดังนั้นผู้ลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงที่รับได้และวางแผนการลงทุนให้เหมาะสม
  • Leveraged ETF มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนตามอัตราทดเป็นรายวัน ไม่ใช่ผลตอบแทนสะสมตลอดช่วงที่ลงทุน จึงเหมาะกับการลงทุนระยะสั้นมากกว่าการถือยาว
  • ผลตอบแทนเมื่อถือครองหลายวันไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิศทางตลาดเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความผันผวนระหว่างทางด้วย ซึ่งความผันผวนสูงอาจทำให้มูลค่ากองทุนลดลงได้

ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ลงทุนไทยอาจได้ยินชื่อ Leveraged ETF กันมากขึ้น หลังจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนในตลาดทุนไทย แม้ว่าหลายคนอาจมองว่าเป็นสินค้าที่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงมากกว่า ETF ทั่วไป แต่เรากลับพบว่า Leveraged ETF ได้รับความนิยมอย่างสูงในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 จากตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันพบว่า Leveraged และ Inverse ETF มีสัดส่วนมูลค่าทรัพย์สินเพียง 3.47% ของ ETF ทั้งหมด แต่คิดเป็นกว่า 10.84% ของมูลค่าการซื้อขาย ETF ในตลาด จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า อะไรทำให้เครื่องมือที่ดูซับซ้อนนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ 

3 เรื่องควรรู้ก่อนลงทุน Leveraged ETF

คุณสมบัติสำคัญของ Leveraged ETF ก็คือการใช้อัตราทดเพิ่มขนาดผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์อ้างอิง สำหรับประเทศไทย Leveraged ETF ที่มีให้ซื้อขายอยู่ในปัจจุบันอ้างอิงกับดัชนี SET50 TRI โดยเป็นแบบ 2X หรือมีอัตราทด 2 เท่า กล่าวคือ มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนประมาณ 2 เท่าของการเคลื่อนไหวของดัชนี SET50 TRI ในแต่ละวัน ดังนั้น หากดัชนีปรับขึ้น 1% กองทุนจะมุ่งสร้างผลตอบแทนประมาณ 2% แต่หากดัชนีปรับลง 1% กองทุนก็อาจปรับลงประมาณ 2% เช่นกัน พูดง่ายๆ คือ เมื่อมุมมองที่มีต่อทิศทางตลาดถูกต้อง ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะมากขึ้น แต่หากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาด ผลขาดทุนก็จะสูงเช่นกัน

สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นใช้ประโยชน์จาก Leveraged ETF อาจเริ่มด้วยการทำความเข้าใจประเด็นสำคัญต่อไปนี้

1. อัตราทดขยายทั้งผลตอบแทนและผลขาดทุน

แม้อัตราทดจะทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเมื่อตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คาด แต่หากคาดการณ์ผิด อัตราทดก็จะทำให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงต้องพิจารณาว่าสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน และจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่รับได้ โดยกำหนดขนาดเงินลงทุนและระยะเวลาถือครองให้เหมาะสม รวมถึงวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรหากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาด

2. อัตราทดเป็นอัตราทดของผลตอบแทนรายวันไม่ใช่ผลตอบแทนตลอดช่วงที่ลงทุน

สิ่งสำคัญที่ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจคือ Leveraged ETF มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนในแต่ละวันให้เป็นไปตามอัตราทด โดยกองทุนจะปรับพอร์ตทุกวันเพื่อรักษาระดับอัตราทดของตามเป้าหมาย ดังนั้น หากผู้ลงทุนถือครองหลายวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดแกว่งตัวขึ้นลงบ่อยครั้ง ผลตอบแทนที่ได้จึงอาจไม่เท่ากับการเอาผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิงมาคูณอัตราทดตรงๆ ด้วยเหตุนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มีมุมมองชัดเจนต่อทิศทางตลาดในระยะสั้น พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มากกว่าการลงทุนแบบซื้อแล้วถือในระยะยาว 

3. ผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ทิศทางตลาด

เมื่อกองทุนมีการปรับพอร์ตทุกวัน ผลตอบแทนเมื่อถือครองหลายวันจึงขึ้นอยู่กับลักษณะการเคลื่อนไหวของตลาดระหว่างทางด้วย หากตลาดมีความผันผวนสูง อาจทำให้มูลค่าของ Leveraged ETF ค่อยๆ ลดลง ลองพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ สมมติว่าดัชนีอ้างอิงเริ่มต้นที่ 100 จุด และ Leveraged ETF แบบ 2X เริ่มต้นที่ 100 บาท รายละเอียดดังนี้

(ตาราง) 

เห็นได้ว่า ยิ่งดัชนีแกว่งตัวแรง ผลขาดทุนของ Leveraged ETF ก็ยิ่งมากกว่าดัชนีอ้างอิง ดังนั้น แม้ผู้ลงทุนจะคาดทิศทางได้ถูกต้อง แต่ถ้าตลาดแกว่งตัวแรงระหว่างทาง ผลตอบแทนที่ได้ก็อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่รับ

อย่างไรก็ตาม แม้ Leveraged ETF จะดูมีความซับซ้อนมากกว่า ETF ทั่วไปอยู่บ้าง แต่หากผู้ลงทุนเข้าใจกลไกการทำงาน เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ พร้อมทั้งพิจารณาว่าสอดคล้องกับสไตล์การลงทุนของตนเองหรือไม่ ผลิตภัณฑ์นี้ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ นอกจาก Leveraged ETF แล้ว ยังมี Inverse ETF ที่ให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับดัชนีอ้างอิง ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่มองว่าตลาดจะมีการปรับตัวลง ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.setinvestnow.com