ความรุนแรงในรั้วโรงเรียน สถานที่ที่เด็กใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของเวลาในแต่ละวันอยู่ในนั้น มีพัฒนาการขึ้นไปอีกขั้นจากการก่อเหตุกราดยิงที่นนทบุรีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
การก่อเหตุระดับนี้เป็นเรื่องน่าตกตะลึงมาก เพราะเป็นครั้งแรกในสังคมไทยที่เกิดกรณีแบบนี้ขึ้น จากนั้นก็มีกระบวนการต่างๆ ตามมา เช่น ถอดบทเรียน วิเคราะห์ผู้ก่อเหตุ ปราบปรามอาวุธปืน ยับยั้งการเลียนแบบและอื่น ๆ
แต่จะหยุดยั้งสิ่งแบบนี้ในอนาคตได้กระนั้นหรือ หรือว่ามีครั้งที่หนึ่งก็จะต้องมีครั้งที่สองสามต่อไป เพียงแต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้น การพยายามป้องกันเหตุร้ายเช่นนี้ทั้งเชิงรับและเชิงรุก จึงเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องใส่ใจ ไม่ใช่แค่ฝ่ายบ้านเมืองหรือครูในโรงเรียน
ในยุคที่การสื่อสารรวดเร็วปานสายฟ้า ความสนใจของคนก็รวดเร็วตามไปด้วย พอๆ กับการหมดความสนใจ เหตุกราดยิงที่เมืองนนท์เพิ่งผ่านไปไม่ถึงสองเดือน คนก็ไม่พูดถึงกันแล้ว
เพราะกระแสความสนใจไปอยู่ที่อิสราเอลบนเกาะ ความรุนแรงรอบใหม่ในจังหวัดชายแดน หรือจีนเทาก่อเรื่องปวดหัวรายวันกันหมด การก่อเหตุที่รุนแรงของเด็ก ม.ต้น จึงเลือนหายไปทั้งที่เป็นข่าวใหญ่และกระทบต่อคนจำนวนมาก
ความสนใจของสังคมที่ลดลงนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ เพียงแต่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ในกรณีนี้หมายถึงคนไทยทุกคนเตรียมตัวพร้อมหรือยัง ทั้งสำหรับการพยายามมิให้การก่อเหตุแบบนี้เกิดขึ้นอีก และสำหรับการปฏิบัติตนให้พ้นภัยเมื่อเหตุเกิดขึ้นอีกครั้ง
นับว่าน่าแปลกใจมากที่ไทยเกิดเหตุแบบนี้ช้ากว่าประเทศที่เกิดบ่อยๆ อย่างอเมริกาหรือรัสเซียหลายสิบปี โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงกระแสหลังการกราดยิงที่มัธยม Columbine ปี 2542 เพราะไทยเรานั้นเป็นประเทศที่เกาะติดกระแสข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก
รักในเรื่องราวดราม่า อาวุธปืนหาง่ายท่วมเมือง เด็กนักเรียนติดเกม โดนบูลลี่หรือถูกทำร้ายหนักหน่วงไม่แพ้ประเทศเอเชียตะวันออก นักเลงในชุดนักเรียนก็มีเยอะ ทุกวันนี้ยังยกพวกห้ำหั่นกันในที่สาธารณะอยู่ก็บ่อย นับว่าสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในเมื่อตอนนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องมาแก้ไขปัญหากันหลายจุดมาก ไม่ใช่มุ่งไปจุดเดียว
การบ่มเพาะเด็กคนหนึ่งให้กลายเป็นฆาตกร เป็นเรื่องของการขัดเกลาทางสังคมที่มีหลายตัวแปรประกอบกัน แต่เรื่องติดเกมนั้นมีความเป็นไปได้น้อยที่สุด จริงอยู่ที่เกมหน้าจอหลายตัวเสมือนจริงมาก เน้นอารมณ์ผจญภัยไล่ฆ่าแต่ถึงยังไงก็ขาดองค์ประกอบหลักที่เหมือนจริงนั่นคือ “อาวุธในมือ”
ในที่นี้การละเล่นต่อสู้แบบทหาร เช่น การรบด้วยบีบีกัน อาจได้ในแง่ทักษะและความฮึกเหิม แต่ก็มิใช่เหตุหลักจนต้องแบน เหตุสำคัญจริงๆ น่าจะเป็นการที่เด็กมีความพร้อมที่จะก่อเหตุทั้งสภาพอารมณ์และมีอาวุธ
หากจะแก้ไขปัญหาที่ตัวเด็ก ผู้ปกครอง ครูและเพื่อนต้องเข้าใจและใส่ใจเด็กก่อนเป็นอันดับแรก โรงเรียนต้องไม่ให้มีการบูลลี่เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยเด็ดขาด ครูต้องควบคุมเรื่องพวกนี้ให้ได้ อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวหรือเป็นเรื่องเล็ก
ทันทีที่ทราบต้องเรียกเด็กที่บูลลี่คนอื่นมาตักเตือนยันพ่อแม่ หรือต้องทำโทษให้ทันท่วงที เพื่อนนักเรียนต้องถูกฝึกให้เป็น Whistleblower แจ้งเตือนครูทันทีเมื่อทราบว่ามีการแกล้งกันเกิดขึ้น ฝึกจิตใจไม่ให้กลัวการข่มเหง สั่งสอนศีลธรรมและการให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างเข้มข้น
สิ่งเหล่านี้ต้องอบรมยันผู้ปกครองให้เข้าใจสอดส่องบุตรหลาน อย่าคิดว่าโยนหน้าที่ให้ครูไปแล้ว นอกจากนี้ ทุกกลุ่มต้องดูเด็กที่น่าจะมีปัญหาทางจิต รีบให้นักจิตวิทยาบำบัดอาการแต่เนิ่นๆ อย่าชักช้าหรือเห็นเป็นเรื่องตลก โรงเรียนและบ้านต้องเป็นที่ที่เด็กอยู่แล้วสบายใจ
รัฐพยายามจำกัดอาวุธปืนอย่างจริงจังไม่ให้แพร่ระบาดนั้นถูกแล้ว อย่าไปฟังพวกที่อ้างว่าควรมีปืนไว้ป้องกันตัว เพราะโอกาสเช่นนั้นน้อยกว่าการมีปืนแล้วจะลุแก่โทสะกล้าไปก่อเหตุ หรือเสี่ยงยิงกับโจรแล้วสู้โจรไม่ได้มากนัก
เด็กต้องไม่ให้มีโอกาสได้ครอบครองปืนอย่างเด็ดขาด จำกัดไว้แต่เพียงดูหนังบู๊สนุกๆ หรือบ่มเพาะความรักชาติ อย่างขึ้นชมรถถัง นั่งบนเครื่องบินรบ อย่างงานวันเด็กก็พอ อย่าลืมตรวจสอบช่องทางการหาปืนออนไลน์ เช่นเดียวกับการสอดส่องเว็บเถื่อนที่สอนการก่อเหตุ หรือการส่งเสริมลัทธิผิดเพี้ยน เช่น คลั่งศาสนาหรือเผ่าพันธุ์จนเกินงาม วิธีก่อเหตุ หรือพวกนิยมความรุนแรง
การฝึกซ้อมหลบภัยและปฐมพยาบาลอยู่เสมอสามารถลดทอนความสูญเสียได้ โรงเรียนมักมีการฝึกซ้อมหลบภัยพิบัติอยู่แล้ว ต่อจากนี้ก็ต้องเพิ่มการซ้อมหลบภัยจากการยิงและแทงด้วย ไม่ต้องแจกอาวุธให้ครูเผื่อไว้สู้กับเด็ก เพราะครูอาจจะเอาไว้กราดยิงผู้อำนวยการก็ได้
ควรตรวจสุขภาพจิตครูอย่างสม่ำเสมอ คนไทยที่มีประวัติชอบใช้อำนาจข่มเหงเด็กนั้นไม่สมควรให้อยู่ในสถานศึกษา เช่นเดียวกับครูผู้ละเมิดทางเพศและมีความประพฤติแย่ด้านอื่นๆ
เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ควรฝึกขั้นตอนการจัดการกับเด็กกราดยิงอย่างเหมาะสม เพราะผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนที่ต่างจากอาชญากรทั่วไป การเรียนรู้กับการรับมือกับเหตุที่เกิดขึ้นควรเป็นบทเรียนนำมาอบรมให้แก่นักข่าว และชาวบ้านละแวกโรงเรียนด้วย





