เปิดข้อควรรู้ “ให้ยืมเงิน” ต้องมีหลักฐานถูกต้อง โดยเฉพาะเงินกู้เกิน 2,000 บาท พร้อมเตือนหนี้กรรมการไม่หายแม้บริษัทเลิกกิจการ ชี้การมีหลักทรัพย์ค้ำประกันช่วยลดความเสี่ยงสูญเงิน
KEY POINTS
- สำหรับการให้ยืมเงินส่วนบุคคลที่เกิน 2,000 บาท ต้องทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรและติดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วน มิฉะนั้นศาลจะไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐานในการฟ้องร้องคดีแพ่ง
- กรณีบริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน ต้องจัดทำสัญญาอย่างเป็นทางการและคิดอัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันปัญหาทางบัญชีและภาษี
- หนี้ที่กรรมการกู้ยืมจากบริษัทจะไม่สิ้นสุดลงแม้บริษัทจะเลิกกิจการ ผู้ชำระบัญชีและกรมสรรพากรมีอำนาจติดตามทวงหนี้และประเมินภาษีย้อนหลังได้
- ควรประเมินความน่าเชื่อถือและสถานะทางการเงินของผู้กู้ก่อนเสมอ โดยการให้กู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น การจดจำนองที่ดิน เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีโอกาสได้เงินคืนสูงที่สุด
- หลีกเลี่ยงการให้ยืมเงินปากเปล่าหรือให้กู้แก่บุคคลที่ไม่มีทรัพย์สิน เพราะแม้จะฟ้องร้องชนะคดี ก็อาจไม่สามารถบังคับคดีเพื่อรับเงินคืนได้ ถือเป็นหนี้ที่มีความเสี่ยงเป็นหนี้สูญสูง
สวัสดีครับ เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านน่าจะเคยพบเจอกับเรื่องของการหยิบยืมเงิน และเรื่องเหล่านี้มักเป็นประเด็นที่สร้างความลำบากใจให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับเสมอ ในหลายครั้งความสัมพันธ์ที่ดีต้องมาพังทลายลงเพียงเพราะขาดความชัดเจนในการบริหารจัดการหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นการให้เพื่อนฝูงกู้ยืมไปจนถึงการที่หุ้นส่วนดึงเงินสภาพคล่องออกจากบริษัท การทำความเข้าใจข้อกฎหมาย ผลกระทบทางภาษี และการประเมินความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องของการจับผิด แต่เป็นการปกป้องทั้งความมั่งคั่งและมิตรภาพของคุณในระยะยาว วันนี้ผมจะขอให้คุณปิติพงษ์ รุ่งเรืองวุฒิกุล CFP® ผู้เชี่ยวชาญในด้านการวางแผนการเงินของบริษัท Wealth Creation International Investment Advisory Security Co., Ltd. จะมาสรุปกลยุทธ์มาให้ได้อ่านกันครับ
กลยุทธ์การให้ยืมเงินส่วน การให้ยืมเงินที่รัดกุมที่สุดเริ่มต้นที่การทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรครับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ระบุไว้ว่าการกู้ยืมเงินตั้งแต่สองพันบาทขึ้นไปจะต้องมี หลักฐานการกู้ยืมที่ลงลายมือชื่อผู้ยืม อย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญที่หลายคนมักตกม้าตายคือเรื่องของ การติดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ สัญญากู้ยืมที่ไม่ได้ติดอากรแสตมป์นั้น ในทางกฎหมายยังถือว่าสมบูรณ์และเป็นหนี้กันจริง
แต่ข้อควรระวังขั้นวิกฤติคือ ศาลจะไม่รับฟังเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง ซึ่งหมายความว่า หากถึงคราวที่ต้องขึ้นศาลเพื่อฟ้องร้องบังคับคดี แม้คุณจะมีสัญญาที่ระบุจำนวนเงินพร้อมลายเซ็นผู้ยืมชัดเจนเพียงใด แต่ถ้าขาดอากรแสตมป์ ศาลจะต้องปฏิเสธไม่รับพิจารณาสัญญาฉบับนั้น เสมือนว่าคุณเดินมือเปล่าเข้าศาลโดยไม่มีหลักฐานใดๆ มาแสดงเลย อย่างไรก็ตาม หากคุณพลาดไม่ได้ติดอากรแสตมป์ตั้งแต่ต้น ทางออกที่สามารถทำได้คือการนำสัญญากู้ยืมเงินฉบับนั้นไป ยื่นขอเสียอากรแสตมป์ย้อนหลังได้ที่กรมสรรพากร เพื่อทำให้เอกสารสมบูรณ์และสามารถนำไปใช้ฟ้องคดีในศาลได้ตามปกติ แต่ข้อเสียของการแก้ไขด้วยวิธีนี้คือคุณจะต้องเสีย เงินเพิ่มหรือค่าปรับ ตามระยะเวลาที่ล่าช้าจากที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดและประหยัดค่าใช้จ่าย ผู้ให้กู้ควรมีวินัยในการติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินกู้ทุก 2,000 บาทให้ครบถ้วนตั้งแต่แรกครับ
กลยุทธ์การให้ยืมเงินของนิติบุคคล เมื่อพูดถึงบริบทของนิติบุคคล การที่หุ้นส่วนหรือกรรมการจะนำเงินของบริษัทไปใช้นั้นต้องมีความระมัดระวังขั้นสูงสุดครับ เงินของบริษัทไม่ใช่เงินส่วนตัว การดึงเงินออกไปใช้โดยพลการจะสร้างปัญหาบัญชีและภาษีตามมาทันที วิธีที่ถูกต้องคือการจัดทำ สัญญากู้ยืมเงินระหว่างบริษัทกับกรรมการ ให้เป็นกิจจะลักษณะ โดยต้องมีการคิด อัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หรือตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ข้อดีคือการป้องกันปัญหาเงินขาดบัญชีและลดข้อครหาในหมู่หุ้นส่วน แต่ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดจะเกิดขึ้นในกรณีที่ บริษัทต้องปิดตัวลงแต่กรรมการยังไม่คืนเงิน หนี้ก้อนนี้จะไม่สูญหายไปพร้อมกับการเลิกกิจการครับ ผู้ชำระบัญชีของบริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรวบรวมทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงการติดตามทวงถามเงินกู้ก้อนนี้กลับคืนมาเพื่อชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายอื่น นอกจากนี้ กรมสรรพากรมีอำนาจเข้าตรวจสอบและประเมินภาษี จากดอกเบี้ยรับที่บริษัทควรจะได้ แม้กิจการจะเลิกไปแล้วก็ตาม หากกรรมการไม่ยอมคืนเงิน ท้ายที่สุดอาจต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้องจากผู้ชำระบัญชีและปัญหาภาษีย้อนหลังที่รุนแรง การอนุมัติเงินกู้ในลักษณะนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจากกระแสเงินสดส่วนเกินจริงๆ เท่านั้นครับ
โอกาสสูญเปล่าและความแน่นอนในการได้คืน เราสามารถแบ่งระดับความเสี่ยงเพื่อคาดการณ์โอกาสได้เงินคืนดังนี้ครับ หนี้ที่มีโอกาสเป็นหนี้สูญหรือติดตามทวงถามได้ยากที่สุด คือ การให้ยืมปากเปล่าโดยไร้หลักฐาน หรือการปล่อยกู้ให้กับผู้ที่มีภาระหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีทรัพย์สินใดๆ ให้ยึดบังคับคดีได้ ต่อให้คุณใช้สิทธิฟ้องร้องจนชนะคดีในชั้นศาล คำพิพากษาก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นเงินสดได้หากจำเลยไม่มีทรัพย์สินรองรับ ในทางกลับกัน หนี้ที่อย่างไรเสียก็มีโอกาสได้คืนสูงและมีความมั่นคง คือ การกู้ยืมที่มีการจดทะเบียนจำนองหลักทรัพย์ เช่น ที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งกฎหมายให้สิทธิคุณในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่จะได้รับการชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์นั้นก่อนเจ้าหนี้ทั่วไป กลยุทธ์สำคัญที่ผมอยากย้ำเตือนคือ การประเมินเครดิตและสภาพคล่องของผู้ยืมก่อนตัดสินใจเสมอครับ
การให้ยืมเงินไม่ใช่เรื่องของน้ำใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง การวางกรอบกติกาให้รัดกุมตั้งแต่ต้น การทำสัญญาให้ถูกต้องและเข้าใจวิธีแก้ไขเมื่อเอกสารบกพร่อง จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งของคุณได้อย่างยั่งยืนครับ





