วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

Treasury Twist: สัญญาณสหรัฐกดดัน Bond Yield กับโอกาสของสินทรัพย์ทางเลือก

สหรัฐฯ ส่งสัญญาณแทรกแซงตลาดพันธบัตรผ่าน “Treasury Twist” หวังสกัด Bond Yield พุ่ง แม้ผลระยะสั้นจำกัด แต่เพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ หนุนทองคำและสินทรัพย์ทางเลือก

KEY POINTS

  • สหรัฐฯ ใช้มาตรการ "Treasury Twist" โดยออกพันธบัตรระยะสั้นเพื่อซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว หวังลดอุปทานและกดดันอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ที่พุ่งสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ
  • แม้มาตรการจะมีขนาดเล็กและส่งผลต่อ Bond Yield เพียงชั่วคราว (Big Signal, Small Operation) แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลพร้อมเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงิน
  • นโยบายลักษณะนี้จัดเป็น Financial Repression ที่แม้จะช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น แต่สร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะยาว และอาจมีมาตรการคล้าย QE (Stealth QE) ตามมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
  • การที่รัฐบาลมหาอำนาจส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซงตลาดเพื่อรักษาสภาพคล่องสูง เป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง และเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินทรัพย์ทางเลือกที่มีจำนวนจำกัด (Hard Assets)
  • สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำ ได้รับประโยชน์จากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และกลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับกระจายความเสี่ยงและรักษามูลค่าในยุคที่ระบบการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันระหว่างประเทศ

ความยั่งยืนของนโยบายการคลังสหรัฐกลับมาเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลภาระหนี้สาธารณะ โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 30 ปีที่แตะระดับ 5.3% สูงที่สุดนับตั้งแต่ยุคก่อนวิกฤตการเงินโลกปี 2008

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลสหรัฐจะสามารถบริหารภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนการกู้ยืมไม่ได้ต่ำอย่างเช่นยุคก่อนโควิด-19

หนึ่งในความพยายามล่าสุดที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว คือการที่กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวรุ่นเก่า (Off-the-run Treasuries) อายุ 10-30 ปี จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์เป็น 4 พันล้านดอลลาร์ต่อปฏิบัติการ โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง เรียกมาตรการนี้ว่า Treasury Twist ซึ่งเป็นการออกตราสารระยะสั้นเพื่อเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว ช่วยลดอุปทานและบรรเทาแรงกดดันต่อ Bond Yield ระยะยาว

ทั้งนี้ แม้ Bond Yield อายุ 10-30 ปีจะปรับลดลงทันทีหลังประกาศ แต่ก็เพียงชั่วคราว ก่อนพุ่งขึ้นกลับสู่ระดับเดิม สะท้อนว่าตลาดยังไม่มั่นใจในประสิทธิผลของมาตรการ

เหตุผลสำคัญคือ แม้วงเงินซื้อคืนจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนส.ค.ถึงต้นพ.ย. แต่ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการระดมทุนผ่านพันธบัตรอายุ 10-30 ปีที่สูงถึง 2.31 แสนล้านดอลลาร์ทำให้อุปทานสุทธิยังเพิ่มขึ้นอีกราว 2 แสนล้านดอลลาร์ กล่าวได้ว่ามาตรการนี้มีความสำคัญในเชิงจิตวิทยา "Big Signal, Small Operation" หรือเป็นการส่งสัญญาณมากกว่าการสร้างผลกระทบเชิงปริมาณ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังสหรัฐยังส่งสัญญาณว่านอกจากการระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรระยะสั้นแล้ว รัฐบาลสามารถนำเงินจากบัญชี Treasury General Account (TGA) ที่มียอดคงเหลือกว่า 9.5 แสนล้านดอลลาร์มาใช้ซื้อคืนพันธบัตรได้เช่นกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินพร้อมกับดูดซับพันธบัตรระยะยาวออกจากตลาด จนมีลักษณะคล้ายมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อาจเรียกได้ว่าเป็น Stealth QE หรือการทำ QE แบบซ่อนรูปขนาดย่อม

ในมุมมองของเรา Treasury Twist ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการดูแลสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร แต่ยังสะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมเข้าแทรกแซงระบบตลาดเสรีเมื่อจำเป็น ถือเป็นสัญญาณว่าประเทศมหาอำนาจกำลังให้ความสำคัญกับการรักษาต้นทุนทางการเงิน ให้อยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

แม้นโยบายลักษณะนี้จะช่วยประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็จัดเป็นนโยบายการเงินเชิงกดขี่ (Financial Repression) ที่ลดทอนประสิทธิภาพของตลาด และสร้างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล

ณ ปัจจุบัน ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ามาตรการ Treasury Twist หรือมาตรการอื่นที่อาจเปิดเผยเพิ่มเติมหลังจากนี้ จะสามารถกดดัน Bond Yield ได้มากเพียงใด เพราะประสิทธิผลของมาตรการขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของสัญญาณจากภาครัฐมากกว่าขนาดของเม็ดเงินที่ใช้

ทว่าในภาพใหญ่แล้ว การที่ประเทศมหาอำนาจเริ่มส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซงตลาดเพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงิน สะท้อนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้องการสภาพคล่องสูง เพื่อรองรับการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ

สภาพแวดล้อมดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง และยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัด (Hard Assets) อย่างสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษามูลค่าท่ามกลางความเสี่ยงจากเงินเฟ้อทางการเงิน

มองไปข้างหน้า เราคาดว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศมหาอำนาจจะผลักดันความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ และหนุนราคาให้อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว ทั้งยังช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ Treasury Twist อาจไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อดูแลตลาดพันธบัตรของสหรัฐแต่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่ตอกย้ำถึงทิศทางระบบการเงินโลก ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันระหว่างประเทศ และเป็นเหตุผลที่นักลงทุนควรเพิ่มความสำคัญให้กับสินทรัพย์ทางเลือก