องค์กรต้องเปลี่ยนมุมมองให้ AI เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกหน่วยงาน ไม่ใช่แค่ฝ่าย IT พร้อมลงทุนพัฒนาทักษะบุคลากรเพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกับ AI
KEY POINTS
- องค์กรไทยส่วนใหญ่ยังติดกับดักการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ซึ่งเป็นความได้เปรียบที่ไม่ยั่งยืนเมื่อคู่แข่งสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเดียวกันได้
- ความได้เปรียบในการแข่งขันยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือ "Human Edge" หรือการสร้างคุณค่าจากศักยภาพเฉพาะตัวของมนุษย์ที่ AI ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
- องค์กรต้องเปลี่ยนมุมมองให้ AI เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกหน่วยงาน ไม่ใช่แค่ฝ่าย IT พร้อมลงทุนพัฒนาทักษะบุคลากรเพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกับ AI
ทฤษฎี S-Curve เป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายการเติบโตของธุรกิจมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อนเร่งตัวขึ้น และท้ายที่สุดเข้าสู่ช่วงอิ่มตัวแต่ในปี 2569 ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) และการเปลี่ยนแปลงของกำลังคนได้เร่งให้ S-Curve สั้นลง องค์กรเติบโตและถึงจุดอิ่มตัวได้เร็วขึ้น ความท้าทายสำคัญขององค์กรจึงไม่ใช่เพียงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากแต่เป็นการก้าวสู่ S-Curve ถัดไป ให้ได้ก่อนที่ความได้เปรียบจะหมดลง
กับดักของการมุ่งเน้นประสิทธิภาพในประเทศไทย
ธุรกิจในไทยส่วนใหญ่ตั้งเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้วย AI แต่ผลสำรวจ Thailand Digital Transformation Survey 2026 ของดีลอยท์พบว่า ร้อยละ 81 ขององค์กรยังอยู่ในช่วงทดลองใช้งาน AI มีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้นที่สามารถใช้งานได้ทั่วทั้งองค์กร เนื่องจากขาดความเข้าใจในปัญหาของแต่ละหน่วยงานจนมองไม่เห็นกรณีใช้งานที่เป็นรูปธรรม
หลายองค์กรจึงติดอยู่ใน "กับดักของการทดลอง" โดยร้อยละ 50 ขององค์กรไทยมองว่าประโยชน์หลักของ AI คือการลดต้นทุน ตามด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทำงาน แม้สิ่งเหล่านี้จะมีความสำคัญ แต่หากองค์กรใช้ AI เพียงเพื่อทำงานเดิมให้เร็วขึ้น ก็จะยังอยู่ในกับดักการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นเมื่อทุกองค์กรเข้าถึง AI ที่เน้นประสิทธิภาพได้เหมือนกันหมด ความได้เปรียบในการแข่งขันจึงไปอยู่ที่ Human Edge หรือศักยภาพเฉพาะของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถลอกเลียนแบบได้จุดเปลี่ยนจากการลดต้นทุนสู่การสร้างคุณค่า
วันนี้ทุกองค์กรอยู่ในทางเลือกระหว่าง “ประสิทธิภาพ” หรือ การสร้าง “คุณค่า” รายงาน Global Human Capital Trends 2026 ชี้ให้เห็นว่า คุณค่าไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบรูปแบบการทำงานใหม่ที่ผสานศักยภาพของคนและ AI จากการทำงานร่วมกัน (Human + Machine) ไปสู่การทำงานแบบบูรณาการที่ทั้งสองฝ่ายเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน (Human x Machine)
องค์กรที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางมีโอกาสบรรลุผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าองค์กรที่ยึดเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางถึง 1.6 เท่า เนื่องจากความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการปรับตัว และวิจารณญาณของมนุษย์เป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ เมื่อ AI เข้ามารับผิดชอบงานประจำมากขึ้น องค์กรชั้นนำจึงเริ่มออกแบบบทบาทและกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อให้บุคลากรสามารถสร้างนวัตกรรมและคุณค่า มากกว่าการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว
รับมือกับ “หนี้ทางวัฒนธรรม” จาก AI
อุปสรรคสำคัญที่หลายองค์กรมองข้าม คือ “หนี้ทางวัฒนธรรม” เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างคน เทคโนโลยี และองค์กรย่อมเปลี่ยนแปลงไป หากไม่ออกแบบการเปลี่ยนผ่านอย่างรอบคอบ ความไม่ไว้วางใจ ความไม่ชัดเจนด้านบทบาท และความไม่สอดคล้องกันภายในองค์กร จะค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น
โดยร้อยละ 69 ขององค์กรในไทยยังมองว่า AI เป็นความรับผิดชอบของฝ่าย IT มากกว่าจะเป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกหน่วยงาน ส่งผลให้การพัฒนา AI เป็นเรื่องทางเทคนิค มากกว่าการใช้งานให้ตอบโจทย์การทางธุรกิจหรือประสบการณ์ของพนักงาน
สิ่งที่ต้องเริ่มคือจากการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับ AI อย่างชัดเจน ทั้งกำหนดบทบาท สิทธิในการตัดสินใจ และ ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในงานที่ทั้งมนุษย์และ AI มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พร้อมทั้งย้ายความเป็นเจ้าของ AI จากฝ่าย IT ไปสู่หน่วยธุรกิจ เพื่อให้สามารถออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
Orchestration Advantage: ความได้เปรียบจากการประสานศักยภาพ
บน S-Curve ใหม่นี้ ความคล่องตัวสำคัญกว่าขนาดขององค์กร โดยร้อยละ 70 ของผู้บริหารมองว่า “ความคล่องตัว” จะเป็นกลยุทธ์การแข่งขันที่สำคัญที่สุดในอีกสามปีข้างหน้า องค์กรจึงต้องเปลี่ยนจากการวางแผนแบบคงที่ ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรแบบ Dynamic Orchestration ซึ่งเป็นการปรับบทบาทของบุคลากร ทักษะ และเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที
สำหรับประเทศไทย แนวทางดังกล่าวหมายถึงการก้าวข้ามมุมมองที่ให้ AI เป็นเพียงเรื่องของฝ่าย IT และหันมาลงทุนในการยกระดับทักษะของบุคลากรอย่างจริงจัง แม้หลายฝ่ายกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงาน แต่ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 51 ขององค์กรไทยยังคงมีแผนรักษาระดับจำนวนพนักงาน พร้อมให้ความสำคัญกับการ Reskill เพื่อให้บุคลากรสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการฝึกอบรม องค์กรต้องกำหนดบทบาทของ AI อย่างชัดเจนว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย โค้ช หรือคู่คิดในการตัดสินใจ โดยงานวิจัยชี้ว่า องค์กรที่สามารถออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีกว่าองค์กรอื่นถึง 2.5 เท่า
บทสรุป: เดิมพันด้วยศักยภาพของมนุษย์
S-Curve ใหม่ได้เริ่มแล้ว องค์กรที่จะประสบความสำเร็จในปี 2569 คือองค์กรที่พลิกการเปลี่ยนแปลงให้เป็นแรงขับเคลื่อนด้านการเติบโต เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพไปสู่การสร้างคุณค่า และบริหารผลกระทบด้านวัฒนธรรมจากการนำ AI มาใช้อย่างเป็นระบบ แม้เทคโนโลยีจะเสริมศักยภาพขององค์กรได้อย่างมหาศาล แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงยังคงเป็นมนุษย์ ผู้ซึ่งสร้างความไว้วางใจ กำหนดทิศทาง และมอบความหมายให้กับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI ดังนั้น ความได้เปรียบในการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่องค์กรมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด แต่อยู่ที่การพัฒนา Human Edge ให้สามารถสร้างคุณค่าที่เทคโนโลยีไม่อาจทดแทนได้





