เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางด้าน ยังมีแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออก แต่ภาพของประชาชน และธุรกิจจำนวนไม่น้อยกลับไม่ได้สดใสนัก
โดยเฉพาะภาวะค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ประชาชนปรับเพิ่มไม่ทันกับราคาสินค้าและบริการ ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแรงลงต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัว สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงตัวเลขจีดีพีที่โตต่ำ แต่คือ “แผลเป็นทางเศรษฐกิจ” ที่อาจเกิดขึ้นหากปัญหาถูกปล่อยยืดเยื้อ เมื่อประชาชนลดการใช้จ่าย ธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ย่อมได้รับผลกระทบตามมา รายได้ลด ต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว อาจนำไปสู่การปิดกิจการ และการจ้างงานที่ลดลงในที่สุด
หากวงจรดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง การฟื้นตัวยิ่งยาก รัฐบาลต้องมองปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาปากท้องระยะสั้น แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ให้เร็ว รัฐบาลสัญจรที่ภาคใต้ เปิดเวทีระดมความเห็นจากรัฐ เอกชน และประชาชน ควรใช้โอกาสนี้ให้มากกว่าการรวบรวมโครงการ หรือมาตรการเฉพาะหน้า เพราะเศรษฐกิจไทยวันนี้ ต้องการยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและมองไกลกว่าแก้ปัญหาเป็นรายเรื่อง การระดมความเห็นที่เกิดขึ้นในเวทีสัญจรครั้งนี้ คงได้ข้อเสนอทั้งด้านเศรษฐกิจ เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน แต่สิ่งสำคัญกว่า คือ การคัดเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศและนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง เพราะโลกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี AI
การเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงิน การลงทุน รวมถึงความผันผวนราคาพลังงานและต้นทุนทางธุรกิจ เรื่องเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นและเปลี่ยนทิศทางโลกได้ตลอดเวลา ประเทศไทยจึงไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจด้วยการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้วได้อีกต่อไป และแม้รัฐบาลจะมีแผน หรือยุทธศาสตร์พลิกฟื้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่ยุทธศาสตร์ที่ไม่มีการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ย่อมไม่ต่างจากการไม่มีแผน สิ่งที่ประเทศไทยต้องการเวลานี้ คือ การกำหนดเป้าหมายที่ชัด จัดลำดับความสำคัญ และเร่งขับเคลื่อนมาตรการที่สร้างทั้งกำลังซื้อระยะสั้นและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันระยะยาว
รัฐบาลจึงต้องใช้ช่วงเวลานี้เป็น “จุดเปลี่ยน” ดีกว่าแค่ประคองสถานการณ์ การแก้ค่าครองชีพและฟื้นกำลังซื้อเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ขณะเดียวกันต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงลงทุนใหม่ ยกระดับผลิตภาพ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสามารถธุรกิจ และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้เกิดขึ้นจริง หากการระดมความคิดเห็นครั้งนี้จบลงด้วยเพียงข้อเสนอจำนวนมาก แต่ขาดเจ้าภาพ ขาดกรอบเวลา และขาดการติดตามผล ประเทศไทยจะเสียโอกาสอีกครั้ง การมีแผนที่สวยหรู แต่ลงมือทำเชื่องช้า และไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน อาจทำให้ประเทศไทยติดกับดักถาวร ก้าวไม่ทันโลกในที่สุด





