เป้าหมายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 65% ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ถือเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับทิศทางโลก
แต่คำถามสำคัญอยู่ที่การมีโครงข่ายที่พร้อมรองรับพลังงานสะอาดปริมาณมหาศาล ซึ่งโครงข่ายไฟฟ้าแบบดั้งเดิมออกแบบมาเพื่อรองรับการไหลไฟฟ้าทิศทางเดียวจากโรงไฟฟ้าสู่ผู้ใช้ปลายทาง แต่ปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงจากผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า เช่น โซลาร์รูฟท็อป ซึ่งทำให้สมาร์ตกริดจะเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
การปลดล็อกศักยภาพพลังงานสะอาดของไทยต้องอาศัยการทำงานคู่กันระหว่างนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน โดยการที่ภาครัฐผลักดัน Direct PPA ที่เกิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่การพัฒนาสมาร์ตกริด จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องดำเนินการคู่กัน ซึ่งการชะลอลงทุนอาจมีผลกระทบต่อทิศทางการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในอนาคต และเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงการเผชิญมาตรการ CBAM ของผู้ส่งออกไทย
ความท้าทายที่แท้จริงจึงอยู่ที่ความเร็วของแผนดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานที่ต้องสร้างความชัดเจนของแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาสมาร์ตกริด ซึ่งต้องดำเนินการอย่างจริงจังหลังจากประเด็นพลังงานหลายด้านที่ผ่านมามีความล่าช้าในทางปฏิบัติทั้ง Direct PPA ที่เคยมีข้อจำกัดปริมาณรับซื้อ รวมถึงการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เคยเกิดความล่าช้า รวมถึงเคยมีการฟ้องร้องจากผู้เสนอขายไฟฟ้า
เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีความก้าวหน้าตลอด โดยราคาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยลดลงต่อเนื่อง รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลของส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียนจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มเห็นระบบพลังงานเริ่มเชื่อมต่อกันเป็นชุดทั้งแผงโซลาร์ แบตเตอรี่และอุปกรณ์ไฟฟ้า ในขณะที่กฎระเบียบหลายส่วนของภาครัฐยังตามไม่ทันเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
การลงทุนในสมาร์ตกริดจะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศระยะยาว ซึ่งจะเดิมพันทั้งภาคพลังงาน รวมถึงอนาคตอุตสาหกรรม การดึงดูดการลงทุน และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่จะได้ใช้ไฟฟ้าที่มั่นคง สะอาด และราคาที่เป็นธรรม โดยโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะรองรับความการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ด้านพลังงานที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันขับเคลื่อน





