บางจากฯ ชี้โลกเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน แนะไทยมอง “ความยืดหยุ่น” เป็นหัวใจความมั่นคงพลังงาน ชู Biofuel และอุตสาหกรรมเกษตรแต้มต่อ ลดภาระลงทุนเปลี่ยนระบบไฟฟ้าที่อาจสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์
KEY POINTS
- นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ซีอีโอบางจากฯ ชี้ว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤต Black Swan ที่ถี่ขึ้นและมาเป็นฝูง เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ระบบพลังงานต้องเน้น "ความยืดหยุ่น" และ "ความคล่องตัว" เพื่อปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์
- การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ระบบไฟฟ้าทั้งหมด (Electrification) ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นภาระหนักและยังต้องแย่งชิงเงินทุนกับอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเติบโต
- บางจากฯ เสนอว่า "น้ำมันชีวภาพ" หรือ Biofuel คือแต้มต่อและทางรอดของไทย เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีวัตถุดิบพร้อม สามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนี้ได้โดยไม่ต้องลงทุนเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดในทันที
- การส่งเสริม Biofuel เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ (ทางที่ไทยไหว) ช่วยลดภาระการลงทุนมหาศาล และยังช่วยสนับสนุนภาคเกษตรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญ
- สรุปว่าในโลกที่ความเสี่ยงสูงขึ้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยควรเลือกใช้พลังงานที่หลากหลาย โดยใช้ประโยชน์จาก Biofuel เพื่อสร้างระบบที่ปรับตัวได้เร็ว กระจายความเสี่ยง และใช้จุดแข็งของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา “NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” หัวข้อ “นวัตกรรมสีเขียว : ทางเลือกพลังงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” จัดโดย "มติชน" เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569
โดยกล่าวว่า จากการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำระดับโลกและกลุ่มทุนรายใหญ่เกือบ 200 ราย มีประเด็นสำคัญที่สะท้อนภาพความเสี่ยงของโลกในปัจจุบันอย่างชัดเจน โดยหนึ่งในเรื่องที่ผู้นำโลกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอย่างเปิดเผย คือสถานการณ์ความขัดแย้งที่นำไปสู่การสู้รบด้วยอาวุธ (Armed Conflict) ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นมากถึง 63 จุดทั่วโลก
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นบุกยึดเจโฮล หรือแมนจูเรีย เยอรมนีทำสงครามกับโปแลนด์ และอิตาลีขยายดินแดนไปยังเอธิโอเปีย การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในเวลานั้นได้พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่และนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
“วันนี้เรายังคาดหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่การที่ผู้นำระดับโลกหยิบเรื่องนี้มาพูดคุยกันอย่างเปิดเผย ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องเตรียมตัว และต้องลดความเสี่ยงเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น” นายชัยวัฒน์ กล่าว
AI โจทย์ใหม่ แย่งทั้ง "น้ำ-ไฟ-เงินทุน"
นอกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว อีกประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงในเวทีระดับโลกคือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งประเทศไทยอาจกำลังมองปัญหา AI ในมิติการแย่งใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า แต่ในต่างประเทศได้มองไปไกลกว่านั้นแล้ว โดยเฉพาะผลกระทบต่อโครงสร้างเงินทุนของโลก
ล่าสุด NVIDIA บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลก ได้พูดถึงแนวคิดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบ AI และมีแนวคิดระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระยะยาวถึง 10 ปี เพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว
“ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะปกติคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีมีอายุการใช้งานสั้น ประมาณ 2-3 ปี แล้วก็ถูกทิ้ง คล้ายกับโทรศัพท์มือถือ แต่ครั้งนี้กลับมีการระดมทุนระยะยาว 10 ปี สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของโลก” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์ ยังยกตัวอย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทย ซึ่งมีราคาขายเฉลี่ยประมาณ 500,000 บาท ขณะที่รถยนต์ยุโรปมีราคาสูงถึงประมาณ 3 ล้านบาท โดยในปีแรกค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอาจสูงกว่า 500,000 บาท ทำให้เกิดแนวโน้มการใช้งานในลักษณะ “ใช้แล้วทิ้ง” โดยเฉพาะรถบางแบรนด์จากจีนที่ยังมีข้อกังวลเรื่องบริการหลังการขาย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่าการแย่งชิงทรัพยากร คือ "การแย่งชิงเงินทุน" เพราะการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกจำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล
“จากการประเมินพบว่า เงินลงทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกต้องการสูงถึง 3-8 ล้านล้านดอลลาร์ แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะผ่อนปรนเกณฑ์สัดส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำ หรือ Relax Capital Requirements เพื่อลด Tier 1 และเพิ่มสภาพคล่องให้สามารถปล่อยกู้เข้าสู่ระบบได้อีกประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เงินทั้งหมดนี้กำลังจะถูกอุตสาหกรรม AI ดึงไปจนหมด” นายชัยวัฒน์ กล่าว
ผลที่ตามมาคือ ตลาดเงินสหรัฐอาจเผชิญภาวะตึงตัว อัตราดอกเบี้ยระยะยาวทรงตัวในระดับสูง และกระทบต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังนำไปสู่คำถามสำคัญว่า หากเงินทุนจำนวนมหาศาลถูกดูดเข้าสู่ AI แล้ว เงินที่จะนำมาใช้สำหรับการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะมาจากไหน
“นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ไม่ได้มีเพียงการแย่งน้ำหรือแย่งไฟ แต่กำลังจะแย่งชิงเงินทุนด้วย” นายชัยวัฒน์ กล่าว
พลังงานยุคใหม่ต้อง “คล่องตัว” มากกว่ามั่นคง
สำหรับโจทย์ด้านพลังงาน นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์โลกทำให้คำว่า Energy Security หรือความมั่นคงทางพลังงาน อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะหัวใจสำคัญของระบบพลังงานในอนาคตคือ ความคล่องตัวและความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถจัดหาแหล่งพลังงานและปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดวิกฤติ
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่มองว่าพลังงานในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความมั่นคง แต่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โลกเคยพูดถึงคำว่า New Normal และคาดหวังว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม แต่หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี เกิด Black Swan ครั้งที่สอง คือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่โลกจะค่อยๆ ปรับตัวและดำเนินชีวิตต่อไปได้ กระทั่งปี 2569 โลกกลับต้องเผชิญกับสงครามและความขัดแย้งครั้งใหม่อีกครั้ง
“ถ้ามองว่า Black Swan เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว วันนี้อาจต้องเปลี่ยนความคิด เพราะ Black Swan กำลังแห่กันมาเป็นฝูงและมาเรื่อยๆ เหตุการณ์ใหญ่แบบนี้เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร คำตอบคือความยืดหยุ่นถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” นายชัยวัฒน์ กล่าว
โลกใช้น้ำมัน 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า โครงสร้างการบริโภคพลังงานของโลกในปัจจุบันยังคงพึ่งพาพลังงานพื้นฐานในปริมาณมหาศาล หากเทียบหน่วยพลังงานทั้งหมดเป็นน้ำมันดิบ จะอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 48,000 ล้านลิตรต่อวัน
เมื่อเทียบกับประชากรโลกประมาณ 8,000 ล้านคน จะเท่ากับว่ามนุษย์ใช้พลังงานเฉลี่ยประมาณ 6 ลิตรต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าการบริโภคน้ำ
ในจำนวนดังกล่าว น้ำมันดิบมีสัดส่วนประมาณ 30% หรือคิดเป็นประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมากกว่า 28% ของน้ำมันเหลวถูกนำไปใช้ในภาคการขนส่ง
โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางของโลกจึงยังมีความเกี่ยวพันกับน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเครื่องบินประมาณ 400,000 ลำ สนามบินกว่า 45,000 แห่ง รถยนต์บนท้องถนนประมาณ 1,600 ล้านคัน สถานีบริการน้ำมันราว 2.2 ล้านแห่ง เรือขนส่งสินค้ากว่า 100,000 ลำ และท่าเรือมากกว่า 1,000 แห่ง
ในโครงสร้างการใช้พลังงานดังกล่าว ประมาณ 90% ยังเกี่ยวข้องกับน้ำมัน อีก 4% เป็นก๊าซ ขณะที่ส่วนที่เหลือมาจากน้ำมันชีวภาพ หรือ Biofuel และรถยนต์ไฟฟ้า แม้ปัจจุบัน EV จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับโครงสร้างพลังงานทั้งหมดของโลก
ไทยใช้พลังงาน 320 ล้านลิตรต่อวัน
สำหรับประเทศไทย นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไทยมีการบริโภคพลังงานประมาณ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 320 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นการใช้พลังงานเฉลี่ยประมาณ 5 ลิตรต่อคนต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกเล็กน้อย
ขณะที่ประมาณ 40% ของการบริโภคพลังงานไทยอยู่ในภาคขนส่ง ทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยไม่สามารถมองเฉพาะเรื่องการผลิตไฟฟ้า แต่ต้องมองไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบขนส่งทั้งประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องบินจดทะเบียนประมาณ 300 ลำ สนามบิน 35 แห่ง รถยนต์ รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์รวมกันประมาณ 45 ล้านคัน สถานีบริการน้ำมันประมาณ 26,000 แห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการที่มีแบรนด์ประมาณ 10,000 แห่ง และสถานีบริการอิสระหรือปั๊มไม่มีแบรนด์ประมาณ 16,000 แห่ง
ขณะที่มีเรือจดทะเบียนประมาณ 900 ลำ และมีท่าเรือพาณิชย์สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด และท่าเรือคลองเตย
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานที่ใช้น้ำมันเป็นฐานไปสู่ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรถยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปเป็น EV แต่หมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่
เปลี่ยนเป็นไฟฟ้าทั้งหมด ต้องลงทุน 9 ล้านล้านดอลลาร์
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบไฟฟ้าทั้งหมดจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าเม็ดเงินที่จำเป็นสำหรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ประเมินไว้ 3-8 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น EV จึงเป็นเพียงหนึ่งในคำตอบของ Energy Transition แต่ไม่ใช่คำตอบเดียว
“ถ้าเราจะเปลี่ยนทุกอย่างเป็นไฟฟ้า เงินลงทุนจะมหาศาลมาก เพราะไม่ได้เปลี่ยนแค่รถยนต์ แต่ต้องเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด” นายชัยวัฒน์ กล่าว
ชู Biofuel แต้มต่อไทย ลดภาระเปลี่ยนผ่าน
ภายใต้ข้อจำกัดด้านเงินลงทุน นายชัยวัฒน์ มองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเลือกแนวทาง Energy Transition ที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ ไม่จำเป็นต้องเดินตามแนวทางที่เปลี่ยนทุกอย่างเป็นไฟฟ้าในคราวเดียว
หนึ่งในแต้มต่อสำคัญของไทยคือ น้ำมันชีวภาพ หรือ Biofuel ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการผสม Biofuel ในระบบพลังงานอยู่ประมาณ 7%
นายชัยวัฒน์ มองว่า สัดส่วนดังกล่าวถือเป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจของไทย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีวัตถุดิบชีวภาพจำนวนมาก สามารถต่อยอดภาคเกษตรไปสู่พลังงานและอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดไปเป็นไฟฟ้าในทันที
“ทางเลือกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของไทย คือการกลับมาส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตร” นายชัยวัฒน์ กล่าว
โดยอุตสาหกรรมเกษตรมีห่วงโซ่มูลค่า หรือ Supply Chain ที่ยาวมาก และถือเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยมีห่วงโซ่มูลค่ายาวเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยจึงไม่ควรตีกรอบอยู่เพียงการเปลี่ยนจากน้ำมันไปเป็นไฟฟ้า หรือการเพิ่มจำนวน EV แต่ควรมองหาพลังงานทางเลือกที่ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศ ทั้ง Biofuel วัตถุดิบทางการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
เดิมพัน Energy Transition ต้องเลือก “ทางที่ไทยไหว”
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ภายใต้โลกที่ความเสี่ยงเกิดขึ้นถี่ขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องออกแบบระบบพลังงานที่สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน เทคโนโลยีใหม่ หรือการแข่งขันแย่งชิงเงินทุนกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้สามารถแข่งขันได้และไม่สร้างภาระการลงทุนจนเกินกำลังของประเทศ
การใช้พลังงานที่หลากหลาย การรักษาความยืดหยุ่นของระบบ การใช้ประโยชน์จาก Biofuel และศักยภาพภาคเกษตร รวมถึงการเลือกลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ไทยเดินหน้าเป้าหมาย Net Zero ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ
เพราะในโลกที่ Black Swan ไม่ได้มาเพียงครั้งเดียว แต่กำลังเกิดขึ้นถี่และต่อเนื่อง ระบบพลังงานที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ระบบที่พึ่งพาพลังงานชนิดใดชนิดหนึ่งมากที่สุด แต่คือระบบที่ “ปรับตัวได้เร็ว กระจายความเสี่ยงได้ และใช้จุดแข็งของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด”





