ผู้คนมักเข้าใจว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” จะต้องเป็นโกดังขนาดใหญ่ มีเสียงพัดลมระบายความร้อนส่งเสียงดัง ตั้งอยู่กลางทุ่งกว้างห่างไกลในชนบท แต่การศึกษาของโรงเรียนวิศวกรรมศาสตร์ NYU Tandon กลับพบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เกือบทั้งหมดตั้งอยู่ใน “เมืองหลวง”
จากการวิเคราะห์ข้อมูล ตำแหน่งที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 4,283 แห่งในสหรัฐ พบว่า มีดาต้าเซ็นเตอร์มากถึง 97.5% ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่เมืองโดยตรง ส่วนที่เหลืออีก 2.5% ตั้งอยู่นอกเขตเมือง ห่างจากขอบเขตเมืองเฉลี่ยเพียง ประมาณ 14 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ในชนบทเหมือนที่คิด
ศ.มอริซิโอ ปอร์ฟิรี ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเมือง (CUSP) และสถาบันเมืองแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า “มักมีเรื่องเล่าว่าดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ตั้งอยู่ตามชนบทที่ห่างไกลความเจริญ และช่วยสร้างอนาคตแก่ชุมชนชาวชนบท แต่เราเข้าใจผิดหมดเลย”
นอกจากนี้ เกือบหนึ่งในสามของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดในสหรัฐ รวมตัวกันหนาแน่นอยู่ในเขตเมืองใหญ่เพียง 5 แห่งเท่านั้น ได้แก่ ชิคาโก, ดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธ, นิวยอร์ก, ฟีนิกซ์, วอชิงตันและพื้นที่โดยรอบ โดยพื้นที่ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดคือ ทางตอนเหนือของเวอร์จิเนีย ซึ่งมีศูนย์ข้อมูลมากถึง 610 แห่ง จนถูกขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงของดาต้าเซ็นเตอร์โลกไปโดยปริยาย
แล้วทำไมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานมหาศาลเหล่านี้ จึงต้องเบียดเสียดเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงที่แออัด? ผู้วิจัยพบว่า เป็นเพราะเขตเมืองมีความจุไฟฟ้าที่เพียงพอต่อดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานมหาศาลและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับหล่อเลี้ยงเซิร์ฟเวอร์นับพันเครื่องให้ทำงานได้โดยไม่มีหยุดชะงัก
หากไปสร้างในชนบทก็จะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากและล่าช้า ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ใช้วิธีกว้านซื้อโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าที่อยู่ใกล้กับเขตเมืองหลวง ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และระบบโครงข่ายเดิมที่โรงไฟฟ้าเก่าเหล่านี้เคยใช้ส่งกระแสไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าที่สุด
นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาลกลางในปี 2022 ตั้งเป้าจะผลักดันการลงทุนด้านพลังงานสะอาดไปยังชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในโครงการที่ชื่อว่า “ชุมชนพลังงาน” แต่กลายเป็นว่า ดาต้าเซ็นเตอร์กลับมาตั้งแทน โดยเมืองที่ได้รับการกำหนดให้เป็นชุมชนพลังงาน จะมีโอกาสเพิ่มเป็นสองเท่าที่จะกลายเป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ เมื่อเทียบกับเมืองที่ไม่มีนโยบายนี้
โอเฟก เลาเบอร์ โบโนโม นักวิจัยหลังปริญญาเอกประจำห้องปฏิบัติการระบบพลวัตของทีมวิจัย ได้อธิบายกลไกนี้ว่า “บริษัทเทคได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี ขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้เพลิดเพลินกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งนี่ถือเป็นผลประโยชน์สองต่อเลยทีเดียว”
นอกเหนือจากไฟฟ้าแล้ว การมีแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ดึงดูดให้ดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งอยู่ใกล้กับเขตเมืองหลวงอีกด้วย
ในทางกลับกัน “การขาดแคลนน้ำ” ของท้องถิ่นกลับแทบไม่มีผลต่อการเลือกที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เลย ทั้ง ๆ ที่สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมหาศาล สำหรับการระบายความร้อนของระบบคอมพิวเตอร์
การปล่อยคาร์บอนของดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ใช้พลังงานฟอสซิลและพลังงานสะอาดก็แตกต่างกันอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดมาตรฐานในรัฐมอนทานา หรือรัฐนอร์ทดาโคตา ที่ใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงกว่า 350,000 ตันต่อปี ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเดียวกันในรัฐเวอร์มอนต์ หรือรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ที่ใช้พลังงานสีเขียวจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไม่ถึง 3,000 ตันต่อปีเท่านั้น
“การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเอไอ อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่ยิ่งใหญ่ ทัดเทียมกับการปฏิวัติเทคโนโลยีในอดีตอย่างเครื่องจักรไอน้ำ ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต ทว่า เช่นเดียวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในยุคก่อน ๆ ประโยชน์ที่ได้ย่อมมาพร้อมกับสิ่งแลกเปลี่ยนเสมอ” เลาเบอร์ โบโนโมกล่าว
แม้จะสร้างผลกระทบมาก แต่ข้อมูลของอุตสาหกรรมนี้กลับขาดความโปร่งใส ทำให้หน่วยงานวางแผนเมืองและผู้อยู่อาศัยไม่สามารถรับรู้และประเมินผลกระทบที่แท้จริงได้ โดย แอนตัน รอซคอฟ อาจารย์ผู้ช่วยฝ่ายอุตสาหกรรมแห่งสถาบัน CUSP ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างคมคายว่า “รูปแบบที่เราค้นพบนั้นสอดคล้องและชัดเจนอย่างยิ่ง คือ ดาต้าเซ็นเตอร์จะเดินตามรอยที่ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานเดิมอยู่แล้ว คำถามสำคัญในตอนนี้ก็คือ นี่คืออนาคตที่เราต้องการสร้างจริง ๆ หรือไม่”
รายงานวิจัยเตือนว่า การเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อตอบสนองต่อเอไอ จะยังคงเกื้อหนุนและกระจุกตัวอยู่ในเมืองศูนย์กลางเดิม ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก แทนที่จะกระจายตัวออกไปในวงกว้าง ความเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นระหว่างโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และเมืองหลวงในอนาคต จึงเป็นเรื่องท้าทายครั้งสำคัญที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรเมืองและคุณภาพชีวิตของประชาชน หากไม่มีการจัดการและกำกับดูแลอย่างรอบคอบและชาญฉลาด
ที่มา: Interesting Engineering, Newsweek, News Wise, Route Fiffy, Sustainability Online, Tech Xplore



