วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

โจทย์ใหม่ของประเทศไทย “ดาต้าเซนเตอร์”ที่ใช่ได้ประโยชน์

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล คำถามใหญ่ที่สังคมไทยกำลังถกเถียงกันอย่างเข้มข้นในเวลานี้คือ “ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมี Data Center จริงหรือ?” 

KEY POINTS

  • รัฐบาลกำลังทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาลของประเทศ
  • มีความกังวลว่าการลงทุนดาต้าเซนเตอร์อาจ "ได้ไม่คุ้มเสีย" เนื่องจากสร้างการจ้างงานน้อย แต่ใช้พลังงานและน้ำในปริมาณสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจหลัก
  • ดาต้าเซนเตอร์ถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแห่งยุคดิจิทัล ที่จำเป็นต่อการพัฒนา AI, Cloud Computing และดึงดูดห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง
  • โจทย์สำคัญคือการกำหนดเกณฑ์คัดเลือกโครงการคุณภาพ ที่เน้นประโยชน์ที่แท้จริงต่อประเทศ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน แทนการพิจารณาแค่มูลค่าการลงทุน

และ “สมดุลของการเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติครั้งนี้ ประเทศได้หรือเสียประโยชน์มากกว่ากัน?” ซึ่งการตัดสินใจของรัฐบาลในการตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ และการที่ BOI ประกาศยกเลิกเกณฑ์เดิมเพื่อ “รีเซ็ต” กติกาของบริษัทที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนใหม่จาก BOI  เป็นการหาคำตอบให้กับสังคมไทยในขณะนี้ได้

โดยเฉพาะเสียงสะท้อน “ด้านเสียประโยชน์” จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ที่มองว่าไทยกำลังเสี่ยง “ได้ไม่คุ้มเสีย” จากเม็ดเงินลงทุนระหว่างปี 2567–2569 ที่ BOI อนุมัติแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 7.5 แสนล้านบาท โดยกลุ่มทุนไทยมากที่สุด (15 โครงการ) ตามด้วยจีน และสหรัฐฯ ที่อาจเป็นเพียงตัวเลขตัวเลขลวงตา เนื่องจากต้องมีการนำเข้าเครื่องจักรและฮาร์ดแวร์ ศูนย์ข้อมูลขนาด 100 เมกะวัตต์ จ้างงาน 50 ตำแหน่ง แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบเท่าประชากร 13 ล้านคน และใช้น้ำเท่ากับคน 1.3 ล้านคน ห่วงว่าจะกระทบกับทรัพยากรในพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่าง EEC

ทว่าอีกด้านก็มีข้อมูลว่า Data Center เปรียบเสมือน “โรงไฟฟ้าแห่งยุคดิจิทัล” เป็นโครงสร้างพื้นฐาน มีประโยชน์ระยะยาว เพราะหากปราศจาก Data Center ในประเทศไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI, Cloud Computing, ระบบการเงิน, การแพทย์ ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย ย่อมต้องพึ่งพาและจ่ายต้นทุนการเชื่อมต่อข้อมูลให้ต่างชาติ จะสูญเสียโอกาสในการดึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงเข้ามาตั้งฐานในไทย

ดังนั้น คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธทั้งหมดหรือเปิดรับอย่างเสรี หากแต่คือการกำหนด “เกณฑ์” ในการพิจารณาว่าจะอนุมัติให้ลงทุนหรือไม่ ซึ่งนับจากนี้ต้องก้าวข้ามตัวเลขเงินลงทุน (Total Investment) แล้วตัดสินด้วยกติกาการสร้างประโยชน์แท้จริง (Benefit over Dollars) ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างระบบนิเวศ AI ให้คนไทย, การบริหารทรัพยากรที่ไม่เบียดเบียน (Resource Balance) โดยจัดโซนนิ่งไปพื้นที่ที่มีศักยภาพ และกำหนดโครงสร้างค่าไฟ-ค่าน้ำที่สะท้อนต้นทุนจริงโดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้ประชาชน

โจทย์ใหญ่ระดับชาติครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการเลือกระหว่าง “เอา” หรือ “ไม่เอา” Data Center แต่คือบทพิสูจน์ฝีมือความสามารถของภาครัฐในการ “เลือกเฉพาะโครงการคุณภาพ” เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ไฟฟ้าและใช้น้ำ จากโครงการ Data Center ในอนาคต จะแลกมาด้วยประโยชน์และอนาคตทางเศรษฐกิจดิจิทัล ของประเทศชาติและคนไทยทุกคนอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน  ภารกิจของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ จึงอยู่บนพื้นฐานที่มีผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นเดิมพัน