คำว่า Thailand's New Horizon หรือขอบฟ้าใหม่ประเทศไทย ตอนนี้กําลังฮิต ไปไหนก็เจอการสัมมนาในแนวนี้
เพราะเป็นธีมการประชุมประจําปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings) จะจัดที่กรุงเทพฯ เดือนตุลาคม
ช่วงต้นเดือนที่ผมไปออกรายการ Deep Talk ของเดอะเนชั่น ก็มีคําถามว่า ผมมองขอบฟ้าใหม่ของเศรษฐกิจไทยอย่างไร ซึ่งก็ได้ให้ความเห็นไปแต่เวลาน้อย
วันนี้จึงขอจัดเต็มเรื่องขอบฟ้าใหม่เศรษฐกิจไทย ว่าผมมองโอกาสและความเป็นไปได้เรื่องนี้อย่างไร และสิ่งที่รัฐควรทําเพื่อให้เกิดขึ้น นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
ในสายตาต่างประเทศ ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตเป็นเศรษฐกิจหรือประเทศระดับแนวหน้าของเอเชีย เพราะมีความพร้อมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สถานที่ตั้ง ความมั่งคั่งและความสามารถของภาคธุรกิจ คุณภาพทรัพยากรบุคคล
สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดเจนจากความสำเร็จของไทยในอดีต แต่สิ่งที่ทําให้ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุศักยภาพที่มีได้ก็คือ การบริหารจัดการภายในประเทศ
ช่วง 30 ปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 2540 เศรษฐกิจไทยตกตํ่ามาตลอด ไม่มีการลงทุนอย่างที่ควรมีในภาครัฐและเอกชน เศรษฐกิจพยายามโตในรูปแบบเดิม ไม่ปรับตัว แม้โลกจะเปลี่ยนไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี
รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาระยะสั้นตามสถานการณ์มากกว่าที่จะมองยาวเพื่อนําประเทศไปข้างหน้า ซํ้าเติมด้วยการเมืองที่ไร้คุณภาพและขาดเสถียรภาพ สังคมสูงวัยและการขาดธรรมาภิบาลรุนแรงในภาครัฐคือการทุจริตคอร์รัปชัน
สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ควรแก้ เศรษฐกิจจึงโตต่ำต่อเนื่อง ความเหลื่อมลํ้ามากขึ้น ความยากจนกลับมา และคนทั้งประเทศเสียโอกาสนานกว่า 25 ปี
ความสําคัญของประเทศในเวทีโลกถดถอย ประเทศที่เข้มแข็งกว่าทิ้งห่าง ที่เคยตามหลังและทําได้ดีกว่าก็แซงหน้า และไทยกลายเป็นกรณีศึกษาของสิ่งที่ไม่ควรทํา การตั้งธีมประชุม “ขอบฟ้าใหม่ไทยแลนด์” คือความหวังที่จะเห็นประเทศไทยเปลี่ยน
เกือบ 30 ปีที่ประเทศไทยไม่ก้าวไปข้างหน้า สะท้อนหลายอย่างของสิ่งที่ไม่ควรทํา เรียกได้ว่าเป็นบทเรียนสําคัญของความล้มเหลว
1.ผู้มีอํานาจที่ทํานโยบายหรือมีอิทธิพลต่อนโยบาย ทั้งนักการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจ ต้องนึกถึงประเทศและอนาคตของประเทศให้มากกว่าที่ทำอยู่
ต้องนึกเสมอว่าสิ่งที่ทําวันนี้จะทิ้งอะไรไว้ให้กับอนาคตประเทศและคนไทยรุ่นต่อไป ต้องปกป้องทรัพยากร ความถูกต้อง และความเป็นสถาบันของประเทศ ไม่ใช่ปล่อยวางหรือทําลายเพื่อผลระยะสั้นทางธุรกิจและการเมือง นี่คือจุดที่ไทยพลาดมาก
2.ระยะยาวการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้มาจากการเพิ่มการใช้จ่าย แต่มาจากความสามารถในการผลิตหรือผลิตภาพที่สูงขึ้น คือมาจากคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ
เมื่อตรรกความคิดนโยบายมุ่งระยะสั้น เราจึงเห็นแต่การกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีแม้แต่กู้เงินมาแจก แต่ไม่ลงทุน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ทักษะแรงงาน นวัตกรรม เทคโนโลยี ประเทศจึงไม่มีความสามารถที่จะเติบโต
3.เมื่อนโยบายไม่เน้นสร้างความสามารถให้กับประเทศและคนในประเทศ ประเทศก็เปลี่ยนเป็นสังคมที่เน้นพึ่งพา ประชาชนพึ่งพารัฐเพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ธุรกิจพึ่งพาเส้นสายมากกว่าการแข่งขันหรือประสิทธิภาพ
นักการเมือง ข้าราชการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ เพื่อผลประโยชน์และความก้าวหน้าแทนการทำหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ทําลายสปิริตและพลวัตของระบบทุนนิยม ประเทศจึงไม่มีพลังที่จะเติบโต
ดังนั้น ถ้าประเทศจะก้าวไปข้างหน้าสู่ขอบฟ้าใหม่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เปลี่ยนวิธีคิดหรือ mindset ของผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทํานโยบายให้นึกถึงประเทศมากขึ้น นึกถึงอนาคตของประเทศและอนาคตคนไทยรุ่นต่อไป
ถ้าไม่เปลี่ยน ประเทศก็จะถดถอยต่อ ไม่มีขอบฟ้าใหม่ และหลายปัญหาที่ถูกละเลยก็จะรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นปัญหาความมั่นคงที่จะทําลายประเทศในที่สุด
สิ่งที่สองที่ต้องทําคือแก้ปัญหา โดยปฏิรูป 4 เรื่องที่เป็นหัวใจของปัญหาเศรษฐกิจไทยขณะนี้ที่จะปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศและปูพื้นฐานให้ประเทศก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่โดยสปิริตของระบบทุนนิยม
สี่เรื่องนี้ ได้แก่ ภาคเกษตร การศึกษา ระบบราชการ และการแข่งขัน รายละเอียดอ่านได้ในบทความ “แผนฉบับที่ 14 สี่เรื่องที่ต้องผ่าตัดใหญ่” ที่ผมเขียนในคอลัมน์นี้ เดือนมิถุนายน
สาม วางตำแหน่งประเทศไทยในเศรษฐกิจโลก โดยยึดความได้เปรียบของประเทศทางเศรษฐกิจ คือกลับไปหาหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานในการก้าวสู่ประเทศไทยขอบฟ้าใหม่ คือสร้างโมเดลการเติบโตบนความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของเศรษฐกิจ หรือ Comparative Advantage
ต้องยอมรับว่าเกือบ 30 ปีที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำ เราจึงเหมือนผู้มาทีหลังหรือ Late Starter ที่จะเริ่มขอบฟ้าใหม่ในโลกที่ไปไกลแล้ว คําถามคือ เราจะไปทางไหน อยากเป็นเหมือนประเทศไหน อยากเป็น Silicon Valley ในเอเชีย อยากเป็นเกาหลีใต้สอง หรืออยากเป็นประเทศอุตสาหกรรมแนวหน้า
แต่เราไม่มีพื้นฐานเลย ต้องสร้างใหม่หมด จะคุ้มไหม และถ้าจะแข่งเราคงเป็นได้เพียงผู้ตาม และอาจตามไม่ทันเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก แล้วเราจะเอาอะไรไปแข่ง คําตอบผม คือแข่งในเรื่องที่ไม่เปลี่ยน แข่งเป็นผู้นําในเรื่องที่ไม่เปลี่ยนและเป็นเรื่องที่เราถนัด
ความคิดนี้มาจากหนังสือชื่อ Same as Ever เขียนโดย Morgan Housel ตีพิมพ์ปี 2566 ที่ให้ข้อคิดอย่างน่าสนใจว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว แต่ที่ไม่เปลี่ยนหรือเปลี่ยนช้ามาก คือพฤติกรรมและจิตวิทยามนุษย์ ที่ต้องการกินอาหารดี มีสุขภาพดี มีชีวิตและไลฟ์สไตล์ที่ดี มีโรงพยาบาลและการรักษาสุขภาพที่ดี อยู่ในที่หรือสังคมที่เป็นมิตร ปลอดภัย ไว้ใจได้
นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่เปลี่ยน เป็นความต้องการที่ไม่จบสิ้น และเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถช่วยตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้อย่างดี ทําได้เร็วขึ้น แม่นยำ และ scale up ได้ง่ายขึ้น นี่คือโอกาสของประเทศไทย
และเป้าคือ ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นําและแหล่งผลิตสินค้าบริการที่จําเป็นต่อการมีชีวิตที่ดีของมนุษย์ที่โลกให้ความไว้วางใจ (Most trusted provider of life essentials)
นี่คือ ประเทศไทยขอบฟ้าใหม่ ในความเห็นผม ซึ่งไม่ใช่การกลับไปอดีต แต่ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสมัยใหม่ต่อยอด และไม่เพ้อฝัน เพราะหลายอย่างไทยทำได้ดีอยู่แล้วเป็นที่ยอมรับ เช่น อาหาร โรงพยาบาล บริการทางการแพทย์ Wellness hospitality วัฒนธรรมไทยที่ต้อนรับ เเหล่งท่องเที่ยว สถานที่ตั้ง และต้นทุนที่แข่งขันได้
ความท้าทายจึงอยู่ที่ทําสิ่งที่มีอยู่ให้เป็นระบบ ได้มาตรฐาน เป็นที่ไว้วางใจ เป็นผู้นำ และขยายผลไปทั่วโลกด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ส่วนรัฐบาลมุ่งสร้างความสามารถด้าน ทักษะ เอไอ ภาษา ดิจิทัล นวัตกรรม การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาล ให้กับคนในประเทศเพื่อสนับสนุนการเติบโตเหล่านี้ ทำให้ขอบฟ้าใหม่จะเป็นการเติบโตที่กระจายประโยชน์ให้กับคนในประเทศอย่างทั่วถึง ไม่ใช่โตแบบ K Shape เหมือนที่ผ่านมา
นี่คือหัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน และนี่คือแนวคิด New Horizon ที่อยากฝากไว้



