วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ความท้าทายใหม่ ในวันที่สงครามใกล้ถึงจุดยุติ

แม้ความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่จบ ทั้งเงินเฟ้อที่อาจกลับมาจากราคาพลังงาน ดอกเบี้ยสูงที่อาจยืดเยื้อ และมูลค่าหุ้นโลกที่ตึงตัว ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดการเงินยังเผชิญความผันผวนในระยะข้างหน้า

KEY POINTS

  • ทิศทางเงินเฟ้อโลกยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ แม้สงครามจะคลี่คลาย แต่อุปสงค์น้ำมันที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้นจากการที่หลายประเทศต้องเร่งเติมคลังสำรอง อาจทำให้ราคาพลังงานกลับมาสูงขึ้นและกดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง
  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกเผชิญโจทย์ท้าทาย หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานหรือปรับขึ้นเพิ่มเติม ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง
  • การเปลี่ยนแปลงแนวทางการสื่อสารของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ลดการชี้นำทิศทางล่วงหน้า (Forward Guidance) อาจทำให้ตลาดคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยได้ยากขึ้นและเพิ่มความผันผวนในระยะสั้น
  • มูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับที่ค่อนข้างตึงตัว เพิ่มความเสี่ยงจากความผันผวนและการปรับฐานในระยะสั้น

เป็นเวลากว่า 4 เดือนนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการส่งออกน้ำมันดิบสู่ตลาดโลก เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งมีความคืบหน้าและเข้าใกล้ข้อตกลงยุติความรุนแรง ส่งผลให้ความกังวลด้านอุปทานพลังงานลดลงและราคาน้ำมันปรับตัวลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลกในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม การคลี่คลายของสงครามไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงของตลาดการลงทุนจะหมดไป ปัจจัยที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นทิศทางของเงินเฟ้อโลก แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงจากจุดสูงสุด แต่มีความเป็นไปได้ที่อุปสงค์น้ำมันจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป เนื่องจากหลายประเทศได้ใช้ปริมาณน้ำมันสำรองจำนวนมากในช่วงวิกฤติ และอาจต้องเร่งเติมคลังสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้หลายประเทศปรับนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงานด้วยการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันมากกว่าระดับในอดีต ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งและสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะต่อไป

ในมุมมองของนโยบายการเงิน ประเด็นดังกล่าวจะเป็นโจทย์สำคัญสำหรับธนาคารกลางทั่วโลกในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดคาด หรือแม้แต่พิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งย่อมเป็นปัจจัยกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง 

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงแนวทางการสื่อสารของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ที่ให้ความสำคัญกับการลดการชี้นำทิศทางล่วงหน้า (Forward Guidance) อาจทำให้ตลาดคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยได้ยากขึ้นและส่งผลให้ความผันผวนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น 

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนระดับมูลค่าหุ้นหรือ Valuation อยู่ในโซนที่ค่อนข้างตึงตัว แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาวก็ตาม

ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมอาจไม่ใช่การลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นทั้งหมด แต่เป็นการบริหารพอร์ตอย่างสมดุลมากขึ้น โดยทยอยขายทำกำไรบางส่วนในกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรง เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนระยะสั้น และกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยกว่า เช่น ตราสารหนี้คุณภาพดี ซึ่งนอกจากจะช่วยกระจายความเสี่ยงแล้ว ยังสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินเพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนเพิ่มเติมหากตลาดหุ้นเกิดการปรับฐาน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ 

บลจ.ทาลิสขอแนะนำกองทุน TLA-GFIX ซึ่งลงทุนผ่าน ETF ตราสารหนี้ต่างประเทศและมีการบริหาร Duration แบบ Active เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ กองทุนดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการสร้างสมดุลให้พอร์ตการลงทุน โดยมุ่งหวังผลตอบแทนจากตราสารหนี้ภาคเอกชนคุณภาพดีในต่างประเทศ พร้อมช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมในช่วงที่ตลาดหุ้นยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก