วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

กลยุทธ์จัดพอร์ตสู้เงินเฟ้อ ปรับสินทรัพย์จากหุ้น สู่โอกาสใน Commodity

เงินเฟ้อเสี่ยงกลับมาเป็นปัจจัยกดดันตลาด จากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ผู้เชี่ยวชาญแนะเพิ่มสัดส่วนลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และกลุ่มพลังงาน เพื่อกระจายความเสี่ยงและรับมือความผันผวน หลังพิสูจน์แล้วว่าเป็นสินทรัพย์เด่นในช่วงเงินเฟ้อสูงปี 2021-2022

KEY POINTS

  • ความเสี่ยงเงินเฟ้อกำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นที่มีมูลค่าสูง
  • บทเรียนจากช่วงเงินเฟ้อรุนแรงปี 2021-2022 ชี้ว่า สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และน้ำมันดิบเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น สวนทางกับสินทรัพย์ทางการเงินอย่างหุ้นและพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนติดลบ
  • ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มักเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับเงินเฟ้อ เนื่องจากเป็นต้นทุนพื้นฐานของเศรษฐกิจ ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงและลดความเปราะบางของพอร์ตได้
  • กลยุทธ์ที่แนะนำคือการทยอยปรับพอร์ต โดยลดการกระจุกตัวในหุ้นโลกที่ปรับตัวขึ้นมามาก และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Commodity และกลุ่มพลังงานอย่างเหมาะสม
  • การเพิ่มสัดส่วน Commodity ในพอร์ตเป็นการสร้างความสมดุลและเตรียมพร้อมรับมือกับวัฏจักรเศรษฐกิจใหม่ที่เงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญของตลาดอีกครั้ง

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ในกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นผู้นำในการสร้างผลตอบแทนที่งดงามให้กับนักลงทุน จากแรงหนุนของผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง การลงทุนด้าน AI ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง และทำให้พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกมีการกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ มากขึ้น

กลยุทธ์จัดพอร์ตสู้เงินเฟ้อ ปรับสินทรัพย์จากหุ้น สู่โอกาสใน Commodity

อย่างไรก็ตาม ภาพการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 อาจเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน หรือการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ ได้สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงด้านพลังงาน กำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือ ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้เศรษฐกิจโลกจะไม่ได้อยู่ในภาวะร้อนแรงเหมือนในอดีต แต่ต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินต้องจับตาอีกครั้ง

หากแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ต่อเนื่อง ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกอาจจำเป็นต้องชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และกลับมาใช้นโยบายที่เข้มงวดมากกว่าที่ตลาดเคยคาดหวังไว้ ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้กับสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่มีระดับมูลค่าสูงจากการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับภาพเหตุการณ์ในปัจจุบันชวนให้นึกถึงช่วงปี 2021-2022 เมื่อโลกเผชิญเงินเฟ้อรุนแรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้น

บทเรียนในครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นว่า สินทรัพย์แต่ละประเภทตอบสนองต่อเงินเฟ้อแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยน้ำมันดิบ WTI และสินค้าโภคภัณฑ์ (Broad Commodities) กลายเป็นผู้ชนะของวัฏจักรนี้ ด้วยผลตอบแทนสูงถึง +113% และ +68% ตามลำดับ ขณะที่สินทรัพย์ทางการเงินหลายประเภทเผชิญแรงกดดัน ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว -37%, ดัชนี Nasdaq 100 -14% และแม้แต่ทองคำก็ยังให้ผลตอบแทน -4% รายละเอียดตามรูป

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) มักกลับมามีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน โลหะอุตสาหกรรม หรือสินค้าเกษตร ทำให้ราคามักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ต่างจากสินทรัพย์ทางการเงินบางประเภทที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ดังนั้น ในหลายช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ Commodity จึงสามารถช่วยสร้างความหลากหลายของแหล่งผลตอบแทนและลดความเปราะบางของพอร์ตการลงทุนได้

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนสถาบันจำนวนมากจึงไม่ได้พึ่งพาหุ้นและตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว แต่เลือกกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีปัจจัยขับเคลื่อนแตกต่างกัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตการลงทุน

ภายใต้บริบทปัจจุบัน แม้หุ้นโลกยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากกระแส AI และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ระดับมูลค่าที่อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต อาจทำให้ผลตอบแทนในระยะข้างหน้าไม่ได้โดดเด่นเหมือนในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น การทยอยปรับพอร์ตเพื่อลดการกระจุกตัวในหุ้นโลกบางส่วน และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Commodity และกลุ่ม Energy อย่างเหมาะสม อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างความสมดุล กระจายความเสี่ยง และเตรียมรับมือกับวัฏจักรเศรษฐกิจใหม่ที่เงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญของตลาดการเงินโลกอีกครั้ง