“เราจะให้ค่าแรงช่างไฟฟ้าในวันหยุดเท่าไหร่ดี” “ผมว่าเหมาทั้งวัน 600 บาท” “มันจะน้อยไปนะเพราะเป็นวันหยุดของเขา” “600 บาทน่ะ ดีแล้ว” “ป๋า ๆ หน่อย สงสารเขา” นี่คือข้อความของการหารือเมื่อไม่นานมานี้
พอผมได้ยินคำว่า “ป๋า ๆ หน่อย” ก็ถูกใจมาก และคิดว่าจะต้องเอาไปเขียนเพราะผมไม่เคยได้ยินมาก่อนในบริบทนี้
คำว่า “ป๋า” ผมคิดว่ามาจากภาษาจีนว่า “ป๊า” ซึ่งหมายถึง“ พ่อ” ไม่ว่าจะเป็น ภาษาแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ กวางตุ้งหรือแคะ (ฮากกา) และเพี้ยนเป็น “ป๋า” คำหมายในไทยเอียงไปทางคนมีเงิน คนใจดี จิตใจกว้างขวาง เป็นที่พึ่งได้ ดังนั้น “ป๋า ๆ หน่อย” จึงหมายถึงให้ใจกว้าง ใจดีขึ้นอีก
สมัยหนึ่งที่คาเฟ่รุ่งเรือง คนไปเที่ยวจะถูกเรียกว่า “ป๋า” หมด ซึ่งดูใกล้ชิดกว่าคำว่า “เสี่ย” ปัจจุบันไม่ต้องเป็นคาเฟ่ ในหลายสถานที่ในทุกเวลา ถ้าดูเป็นคนมีอายุหน่อยก็มักจะมีคนเรียกอย่างให้เกียรติว่า “ป๋า” คำถามที่น่าคิดก็คือ ทำไมมนุษย์ต้อง “ป๋าๆ หน่อย” กับคนอื่น?
หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เผ่าพันธุ์ของเรามีชื่อเรียกว่า Homo sapiens โดยมีหน้าตา ท่าทางการเดิน มีภาษา คล้ายมนุษย์ในปัจจุบันตั้งเเต่เมื่อประมาณ 200,000 ปีก่อนก็จะพบว่าอยู่กันเป็นกลุ่มๆ มีการแบ่งปันอาหาร การช่วยดูแลเด็กและคุ้มครองป้องกันกลุ่มของตน โดยทั้งหมดเป็นไปเพื่อความอยู่รอดของตนเองและเผ่าพันธุ์เพื่อจะได้สืบทอดขยายพันธุ์ (procreate) ต่อไป
การแบ่งปันหรือการให้ซึ่งกันและกัน จึงเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย คือการพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด และพัฒนามาเป็นความร่วมมือในเรื่องอื่นๆ เช่น เมื่ออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นก็มีกฎกติกา และความเชื่อที่หล่อหลอมให้อยู่กันอย่างเป็นสุขและสืบทอดมาจนถึงมนุษย์ปัจจุบัน “ป๋าๆ หน่อย“ จึงอยู่กับเรามาตลอด
เรามักได้ยินคนพูดเสมอๆ ด้วยความตั้งใจดีและจริงใจว่าต้องการบริจาคเงินทอง แก่ศาสนา โรงเรียน สังคมผ่านการรักษาพยาบาล และการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ต้องการอะไรตอบแทนแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นมนุษย์ที่เชื่อในศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับความหดหู่และสิ้นหวัง (The Dismal Science) จะบอกว่าไม่จริงหรอก คนใจดีเช่นนี้ที่จริงแล้วได้รับสิ่งตอบแทนไปนั่นก็คือความสุขใจ และลึกลงไปในสัญชาตญาณของการให้ก็คือการสร้างความอยู่รอดของตนเอง เช่น บริจาคเพื่อให้ศาสนาอยู่รอด
ดังนั้น ตามความเชื่อของตนก็จะทำให้ตนเองและลูกหลานอยู่ดีและอยู่เย็นเป็นสุขต่อไป เช่นเดียวกับการช่วยเหลือคนยากไร้ ก็เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเป็นสุข ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีแก่ตนเองและลูกหลานต่อไป
ถ้าไม่คิดมาก และไม่คิดอย่างนักเศรษฐศาสตร์ที่มองโลกในแง่ร้าย เห็นว่าทุกอย่างมีต้นทุน ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ต้องมีการได้อย่างและเสียหลายอย่างเสมอ ก็จะเห็นว่า การให้ การแบ่งปันและความร่วมมือของมนุษย์นั้น เป็นคุณลักษณะสำคัญของพวกเรา
ดังนั้น ความรู้สึก “ป๋า ๆ หน่อย” จึงเป็นสิ่งดีที่ควรสนับสนุนโดยเฉพาะในการช่วยเหลือ “คนที่ตัวเล็ก” ซึ่งหมายถึงคนที่ไม่มีโอกาสในชีวิตมากนัก คนที่เสียเปรียบในสังคมตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ
มีคนรุ่นใหม่หลายคนที่มีความตั้งใจดีเหมือนคนรุ่นผมจำนวนมาก ที่ตั้งใจตั้งแต่เริ่มรู้ความโดยเฉพาะเมื่อเรียนหนังสือในปลายวัยรุ่นว่า จะไม่เอาเปรียบ หรือซ้ำเติมคนเหล่านี้ จะมีก็แต่ให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี เมื่อเรียนหนังสือในศาสตร์ต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์ก็ตระหนักว่าความตั้งใจดีเช่นนั้นดูจะเป็นไปได้ยาก เพราะในการดำเนินชีวิตปกติของพวกเรานั้นก็เอาเปรียบคนเหล่านี้อยู่แล้วอย่างไม่ตั้งใจ
มีตัวอย่างมากมาย เช่น การยินดีกับราคาข้าวของที่ไม่สูง ซึ่งสาเหตุสำคัญอันหนึ่งก็คือภาครัฐ (โดยความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ และพวกเขาด้วย) กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำไว้ไม่สูง เพื่อทำให้ค่าครองชีพต่ำ ดังนั้น การที่พวกเขามีความสุขกับค่าครองชีพที่ต่ำก็เท่ากับว่ากำลัง “กด” ให้ “คนตัวเล็ก” อยู่ในความทุกข์ ซึ่งก็คือการเอาเปรียบแต่เป็นการเอาเปรียบอย่างไม่ตั้งใจ
อีกตัวอย่างก็คือ ภาครัฐใช้เงินจำนวนมหาศาลในแต่ละปีก่อสร้างถนนหนทาง ทางด่วน รถไฟทั้งบนดินใต้ดิน เพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่ดีของทุกภาคเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาจากภาษีอากรที่ประชาชนจ่าย (“คนตัวเล็ก” ก็จ่ายผ่านค่าอาหาร ค่ากินอยู่ซึ่งมีราคาสูงขึ้นเพราะภาษีที่อยู่ในน้ำมัน)
แทนที่จะเอาเงินมหาศาลเหล่านี้ไปสร้างประโยชน์ขนาดใหญ่ให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่ “คนตัวเล็ก” อาศัยทำมาหากิน กลับทำให้ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับภาคอุตสาหกรรมและบริการ ดังนั้น ความสะดวกสบายของพวกเขาจึงมาจากการเสียสละอย่างถูกบังคับของ “คนตัวเล็ก” พวกเขาจึงทำร้าย “คนตัวเล็ก” อย่างไม่ตั้งใจ
ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำมากแห่งหนึ่งของโลก เช่น สังคมไทย การคิดแบบ “ป๋าๆ หน่อย” จะช่วยให้เราอยู่กันรอดในระยะยาว การคำนึงถึงหัวอกและประโยชน์ของคน “ตัวเล็ก” เหล่านี้ที่มีอยู่เป็นสัดส่วนใหญ่ของประเทศ จะทำให้เราอยู่กันในสังคมที่มีความปลอดภัยมากขึ้น
(ไม่เสียทรัพยากร เช่น หิน ทราย กรวด ไปจมอยู่ในการสร้างรั้วบ้าน กำแพงคุก สถานีตำรวจ ฯลฯ) รักกันมากขึ้น และมีความสุขมากขึ้น
ความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ที่ “ป๋าๆ หน่อย” กับ “คนตัวเล็ก” สามารถทำให้นโยบายภาครัฐปรับเปลี่ยนได้ เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไขจริงจังแล้วจะทำให้สถานการณ์แห่งความเหลื่อมล้ำเลวร้ายยิ่งขึ้นตามธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี
“ป๋าๆ หน่อย” เป็นคำพูดที่น่ารัก เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ ตอนนี้ผมไม่รู้สึกรังเกียจแล้วที่ใครจะเรียกผมว่า “ป๋า” ครับ





