วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

สมรภูมิห้วงทะเลลึก: วิกฤติแร่หายาก การบิดเบือนกฎหมายและสิ่งแวดล้อมทางทะเลในยุค 4.0

ในบทความฉบับนี้ ผู้เขียนขอพาผู้อ่านทุกท่านดำดิ่งลงสู่วิกฤตการณ์ใต้ท้องทะเลลึก ซึ่งมีความซับซ้อนและน่ากังวลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภัยคุกคามเหนือผิวน้ำ

นั่นคือการแข่งขันและแย่งชิงทรัพยากรแร่หายาก (Rare Earth Elements - REEs) ในบริเวณพื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินนอกเขตอธิปไตยของรัฐ

ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่สั่นสะเทือนรากฐานกฎหมายระหว่างประเทศ สภาพแวดล้อมทางทะเล และความมั่นคงของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมุ่งสู่ยุคพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Twin Transition) ทำให้แร่หายากและแร่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น นิกเกิล โคบอลต์ ลิเธียม และสแกนเดียม ซึ่งสะสมอยู่ในก้อนแร่และแมงกานีส (Polymetallic Nodules) ในบริเวณก้นทะเลลึก

เปรียบเสมือน “ทองคำสีเขียว” ที่ทุกประเทศมหาอำนาจต้องการครอบครอง เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยุทโธปกรณ์ขั้นสูง

ทว่าความต้องการมหาศาลนี้กลับนำไปสู่ “การปฏิบัติการในพื้นที่สีเทาทางกฎหมาย” และความขัดแย้งที่ขยายตัวไปทั่วทุกมหาสมุทร

ความท้าทายที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ การเผชิญหน้าระหว่างสองขั้ว ทั้งในระดับระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจด้วยกันเอง และระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจกับประเทศกำลังพัฒนา 

ในด้านหนึ่ง กลุ่มประเทศมหาอำนาจตะวันตกและจีนต่างเร่งส่งเรือสำรวจเพื่อยื่นขอสิทธิการสัมปทานเหมืองใต้ทะเลลึก โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างโซนคลาเรียน-คลิปเปอร์ตอน (Clarion-Clipperton Zone: CCZ) ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็ก (Small Island Developing States: SIDS) ก็ถูกดึงเข้าสู่การแข่งขันนี้ บางรัฐถูกดึงดูดด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมหาศาล

ในขณะที่อีกหลายรัฐพยายามคัดค้านเนื่องจากมองว่าเป็นการล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่ทางทรัพยากร (Resource Neo-colonialism)

เมื่อพิจารณาในมิติกฎหมาย อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ มาตรา 136 และมาตรา 137 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า 

พื้นที่ท้องทะเลลึกและทรัพยากรในบริเวณดังกล่าวถือเป็น “มรดกร่วมกันของมนุษยชาติ” (Common Heritage of Mankind) ห้ามมิให้รัฐใดประกาศอธิปไตยหรืออ้างสิทธิครอบครอง และการแสวงหาประโยชน์จะต้องทำเพื่อแบ่งปันแก่สังคมโลกอย่างเป็นธรรม ผ่านองค์กรกรอบการบริหารจัดการ คือ “องค์กรกรอบกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ” (International Seabed Authority: ISA)

ทว่าในปัจจุบัน มหาอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์มักเลือกใช้กลยุทธ์ที่จงใจบิดเบือนหลักการดังกล่าว ผ่านการสร้าง “ความชอบธรรมเทียม” (Legitimacy Contrivance)

รัฐหลายแห่งพยายามอาศัยช่องว่างของกฎระเบียบที่เรียกว่า “กฎสองปี” (Two-Year Rule) ตามความตกลงปี 1994 เพื่อบีบบังคับให้ ISA ต้องอนุมัติแผนการทำเหมืองพาณิชย์ แม้ว่าประมวลกฎหมายการทำเหมือง และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมยังจัดทำไม่เสร็จสิ้น

ยิ่งไปกว่านั้น มีการนำประเด็น “การต่อสู้กับภาวะโลกร้อน” มาบิดเบือนว่า การทำเหมืองใต้ทะเลลึก มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการทำเหมืองบนบก เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่กิจกรรมสกัดแร่ที่ทำลายระบบนิเวศอย่างร้ายแรง

จากมุมมองทางนิติเศรษฐศาสตร์ (Law and Economics) การแย่งชิงแร่หายากก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมหาศาล สภาวะดังกล่าวสร้างความย้อนแย้งต่อนโยบายระดับโลกที่พยายามเสนอแนวคิด “ยกระดับคุณภาพชีวิตให้เท่าเทียมกัน” หรือ “The Same Life Standard” ซึ่งตั้งเป้าให้ประชาชนทั่วโลกได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดอย่างเสมอภาค

แต่ในความเป็นจริง วิกฤตการณ์นี้กลับตอกย้ำความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ชาติตะวันตกและประเทศอุตสาหกรรมใช้ผลประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ได้จากแร่หายาก แต่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงกลับถูกส่งผ่านไปให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและชุมชนชายฝั่ง

กระบวนการทำเหมืองก้นทะเลลึกก่อให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างกว้างขวาง เรือทำเหมืองจะปล่อยตะกอนหนาแน่น ขยายวงกว้างไปหลายร้อยกิโลเมตร ทำลายถิ่นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึกที่ไม่เคยถูกรบกวนมานานหลายล้านปี

ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงและแสงสว่างใต้ทะเลลึก ทำลายสายใยอาหาร และทำลายความสามารถของมหาสมุทรในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการบรรเทาภาวะวิกฤติภูมิอากาศ

เมื่อระบบนิเวศมหาสมุทรถูกทำลาย ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความสูญเสียทางชีวภาพใต้ทะเล แต่ส่งผลกระทบย้อนกลับสู่สภาวะภูมิอากาศโลกอย่างรวดเร็ว

กล่าวคือ ความสามารถในการเป็น “อ่างดูดซับคาร์บอน” (Carbon Sink) ของมหาสมุทรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงยิ่งขึ้น  รัฐที่เป็นเกาะขนาดเล็กและชุมชนชายฝั่งในภูมิภาคแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล พายุหมุนที่รุนแรงขึ้น และการกัดเซาะชายฝั่งอย่างหนักหน่วง

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมดังกล่าวได้สร้างปรากฏการณ์วิกฤติมนุษยธรรมรูปแบบใหม่ นั่นคือ เกิด“ผู้ลี้ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Refugee) ชุมชนท้องถิ่นหลายล้านคนต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย อาชีพการประมงดั้งเดิม และต้องอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างถอนรากถอนโคน 

แต่ทว่าภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 นิยามของ “ผู้ลี้ภัย” ยังไม่ครอบคลุมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม 

จากวิกฤตการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมา ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือความจำเป็นที่ต้องเร่งปรับปรุงกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยยึดหลักการ Precautionary Approach และพิจารณาประกาศการชะลอการทำเหมืองก้นทะเล (Moratorium) ไว้ชั่วคราว จนกว่าจะศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้อย่างถ่องแท้

นอกจากนี้อาจต้องมีการขยายความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ลี้ภัย Climate Refugee ตามความจำเป็นและสร้างกลยุทธ์ความร่วมมือทางพหุภาคีเพื่อควบคุมไม่ให้การแข่งขันแย่งชิง Rare Earth กลายเป็นเชื้อเพลิงที่เร่งความยุ่งเหยิงทางภูมิรัฐศาสตร์จนเสียระบบแห่งสมุทรศาสตร์

เพราะหากเรายอมแลกความอุดมสมบูรณ์ของมหาสมุทรกับแร่ธาตุเพื่อสร้างเทคโนโลยี 4.0 ความก้าวหน้านั้นก็ไร้ซึ่งความหมาย ในเมื่อมนุษยชาติไม่เหลือบ้านที่ปลอดภัยให้อยู่อาศัยอีกต่อไป