วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน 2569

Login
Login

การป้องปรามใต้สมุทรในยุค 4.0 (3): ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและกลไกความร่วมมือในระดับสากล

จากบทความสองฉบับก่อนหน้านี้ของผู้เขียน ที่ได้นำเสนอภาพสะท้อนวิกฤตการณ์ความมั่นคงทางทะเลในด้านโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลบอลติก และการเตรียมความพร้อมในเชิงนิตินโยบายของประเทศไทยไปแล้วนั้น 

จะเห็นได้ว่า ประเด็นความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำที่สำคัญ (Critical Underwater Infrastructure: CUI) ไม่ว่าจะเป็น สายเคเบิลใยแก้วนำแสงหรือท่อส่งพลังงาน ได้แปรเปลี่ยนจากเรื่องไกลตัวทางวิศวกรรมไปสู่สมรภูมิทางกฎหมายและยุทธศาสตร์การเมืองระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พลวัตในปัจจุบันได้ตอกย้ำข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลกได้เปลี่ยนโฟกัสจากเรื่อง “ประสิทธิภาพ” ไปสู่ “ความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวได้เร็ว” 

กลไกสำคัญที่จะเข้ามาโอบอุ้มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าทางทะเล คือ การพัฒนาความตระหนักรู้สถานการณ์ทางทะเล (Maritime Domain Awareness: MDA) และแนวทางปฏิบัติด้านการเดินเรือ (Naval Cooperation and Guidance for Shipping: NCAGS)

ตลอดจนการปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเล (Maritime Trade Operations: MTO) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนใต้ผิวน้ำ

มิติใหม่ของกลไกความร่วมมือพหุภาคีและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่จะประสบผลสำเร็จและยั่งยืนได้นั้น เป็นผลลัพธ์มาจากความพยายามของนานาประเทศในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครอง CUI ผ่านสถาบันและกลไกพหุภาคีที่เกี่ยวข้อง 

อาทิ บทบาทของศูนย์บูรณาการข้อมูลข่าวสาร (Information Fusion Centre: IFC) ประเทศสิงคโปร์ ในการแชร์ข้อมูลพฤติกรรมเรือที่น่าสงสัยแบบเรียลไทม์ และความเคลื่อนไหวขององค์การอนุสัญญาความมั่นคงระดับโลกอย่าง NATO ในการวางกรอบความร่วมมือเพื่อพิทักษ์สายเคเบิลใต้น้ำที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจและข้อมูลดิจิทัล

นอกจากนี้ ในเชิงของกฎหมายธุรกิจประกันภัยทางทะเล (Marine Insurance Law) ยังได้เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการประเมิน “ความเสี่ยงอุบัติใหม่” ภายใต้แนวคิดนิติเศรษฐศาสตร์

หากระบบกฎหมายระหว่างประเทศไม่มีหลักเกณฑ์ควบคุมหรือระงับข้อพิพาทที่เด่นชัด ความเสี่ยงทั้งหมดจะตกเป็นของภาคเอกชน ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยพุ่งสูงขึ้น และท้ายที่สุดจะส่งผ่านต้นทุนนั้นไปยังผู้บริโภคผ่านค่าธรรมเนียมการสื่อสารและราคาพลังงานที่สูงขึ้นทั่วโลก

จากภัยความมั่นคงสู่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ประเด็นที่มักถูกละเลยแต่มีความรุนแรงไม่แพ้ผลกระทบทางเศรษฐกิจคือ “ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล” ที่เกิดขึ้นจากการก่อวินาศกรรม การจารกรรม หรืออุบัติเหตุร้ายแรงต่อ CUI 

บทเรียนจากกรณีการระเบิดของท่อก๊าซ Nord Stream ในทะเลบอลติกไม่เพียงแต่ทำลายความมั่นคงทางพลังงาน แต่ยังปล่อยก๊าซมีเทนปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศใต้ทะเลลึก ตะกอนพิษที่สะสมอยู่ใต้ก้นทะเลถูกรบกวนและฟุ้งกระจาย ส่งผลกระทบต่อแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำและสัตว์ทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์

เมื่อพิจารณาผ่านเลนส์ของกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำที่เป็นภัยต่อ CUI และก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดพันธกรณีอย่างร้ายแรงภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) ภาคที่ 7 ว่าด้วยการคุ้มครองและการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล 

ซึ่งมาตรา 192 กำหนดให้รัฐต่าง ๆ มีพันธกรณีทั่วไปในการคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล และมาตรา 194 กำหนดให้รัฐต้องดำเนินมาตรการทั้งปวงที่จำเป็นเพื่อป้องกัน ลด และควบคุมมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากแหล่งใด ๆ รวมไปถึงการป้องกันอุบัติเหตุและจัดการกับเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ใต้ทะเล

ยิ่งไปกว่านั้น หากการทำลายหรือคุกคาม CUI เกิดขึ้นในลักษณะของการจงใจโดยรัฐ เพื่อวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ในลักษณะ Grey Zone Warfare ย่อมก่อให้เกิดคำถามสำคัญในทางกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐต่อความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอีกด้วย

ทางด้านบริบทของประเทศไทย ผลกระทบและความท้าทายทางกฎหมายในพื้นที่อ่าวไทยและอันดามัน กล่าวคือ ความเสี่ยงต่อระบบนิเวศทางทะเลจากภัยคุกคาม CUI ถือเป็นโจทย์ที่มีความจำเพาะและอ่อนไหวอย่างยิ่ง 

อ่าวไทยมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นทะเลกึ่งปิด และมีระดับน้ำที่ค่อนข้างตื้น หากเกิดกรณีสายเคเบิลใต้น้ำขนาดใหญ่หรือท่อส่งก๊าซธรรมชาติถูกตัดขาดหรือเกิดอุบัติเหตุจากสมอเรือลากอวนประมงพาณิชย์ หรือโดรนใต้น้ำ (UUV) ของรัฐอื่นเข้ามาแทรกแซงจนเกิดความเสียหายทางกายภาพ 

ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่สัญญาณอินเทอร์เน็ตล่มหรือระบบธนาคารขัดข้อง แต่กระบวนการกู้ภัยและซ่อมแซมสายเคเบิลใต้ทะเลลึกจำเป็นต้องใช้เรือขนาดใหญ่และเครื่องจักรหนัก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวปะการัง หญ้าทะเล และพื้นที่คุ้มครองทางทะเลของไทย

ในทางกฎหมายภายใน ประเทศไทยพึ่งพากลไกของ พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ.2562 ซึ่งอยู่ภายใต้ขอบอำนาจหน้าที่ของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ในการบูรณาการความมั่นคง การเชื่อมโยงระหว่าง “การคุ้มครอง CUI” และ “การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล” 

ปัจจุบันประเทศไทยมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และ พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 แต่กฎหมายเหล่านี้อาจยังไปไม่ถึงมาตรการเชิงรุกที่นำหลักการ Predictive Attribution หรือระบบ AI ตรวจจับพฤติกรรมการเดินเรือที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันก่อนที่จะเกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมและ CUI

ประเทศไทยไม่สามารถมองประเด็นโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำแยกส่วนจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้อีกต่อไป ก้าวต่อไปที่ท้าทายคือการผลักดันให้เกิด “กฎหมายลำดับรอง” ภายใต้ พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลฯ

เพื่อกำหนดเขตความปลอดภัยรอบโครงข่าย CUI ควบคู่ไปกับการกำหนดแนวทางการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลในกรณีฉุกเฉิน

การสร้างดุลยภาพระหว่างเสรีภาพในการเดินเรือ เสรีภาพในการวางสายเคเบิลตามหลัก UNCLOS และสิทธิอธิปไตยของรัฐชายฝั่งในการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลและข้อมูลความมั่นคง นับเป็นบททดสอบสำคัญของนักกฎหมายและนักยุทธศาสตร์ไทย ยุค 4.0 ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว

แต่คือ ความสามารถในการปกป้องและรักษา “เส้นเลือดใหญ่” ใต้สมุทรให้มั่นคง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่งคั่งยั่งยืนของชาติทั้งบนบกและใต้เกลียวคลื่นอย่างแท้จริง