ระหว่างวันที่ 21-23 ต.ค.2569 ผมเดินทางไปเป็นวิทยากรและประชุมประจำปีของ Chamber of Real Estate & Builders' Associations (CREBA) ซึ่งเป็นสมาคมอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด
ประกอบด้วย นักพัฒนาที่ดิน นายหน้า วิศวกร สถาปนิก ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและอื่นๆ ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้นำในวงการอสังหาริมทรัพย์เกี่ยวกับอิทธิพลของจีน ซึ่งถือว่าน่ากลัวมากและน่าจะเป็นบทเรียนสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยมีขนาดใหญ่กว่า (ประมาณ 513,120 ตารางกิโลเมตร) ขณะที่ฟิลิปปินส์มีขนาดประมาณ 300,000 ตารางกิโลเมตร แต่ฟิลิปปินส์มีประชากรมากกว่า (ประมาณ 116-117 ล้านคน) ส่วนประเทศไทยมีประมาณ 71.6 ล้านคน
ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ (ราว 92%) นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนประเทศไทยประชากรส่วนใหญ่ (ราว 92%) นับถือศาสนาพุทธ
ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทาง ประเทศไทยมีระบบขนส่งมวลชน รถไฟ ถนน และทางหลวงที่พัฒนาและเชื่อมต่อกันได้สะดวกกว่าฟิลิปปินส์ที่เป็นประเทศหมู่เกาะ และประเทศไทยมีระบบอินเทอร์เน็ตและเครือข่าย 5G ที่เสถียรและครอบคลุมดีกว่าฟิลิปปินส์
ส่วนค่าครองชีพ: โดยรวมใกล้เคียงกัน แต่ค่าเช่าที่พักหรือคอนโดมีเนียมในย่านธุรกิจของมะนิลา อาจมีราคาสูงเมื่อเทียบกับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน ในต่างจังหวัดหรือเกาะของฟิลิปปินส์
ในด้านเศรษฐกิจ ขนาดเศรษฐกิจของไทยคือ 577 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนฟิลิปปินส์อยู่ที่ 487 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยสูงกว่าฟิลิปปินส์ประมาณ 1 เท่าตัว (8,057 เหรียญสหรัฐต่อปี ในขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 4,171 เหรียญต่อปี
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจในช่วงนี้เติบโตช้าเพียง 2.4% ส่วนฟิลิปปินส์ติบโตถึง 4.4% ในปี 2568
การพึ่งพาสินค้าจีนและการขาดดุลการค้า
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติฟิลิปปินส์ ระบุว่า ในปี 2568 ฟิลิปปินส์นำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 38,440 ล้านดอลลาร์ หรือ 28.6% ของการนำเข้าทั้งหมด ทำให้จีนเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ ขณะที่การส่งออกไปจีนมีมูลค่า 9,310 ล้านดอลลาร์
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- สินค้าราคาถูกจากจีน อาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยแข่งขันได้ยากขึ้น โดยเฉพาะหากมีการขายต่ำกว่าราคาปกติหรือหลีกเลี่ยงภาษี
- ผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบ เครื่องจักรและอุปกรณ์จากจีน อาจได้รับผลกระทบเมื่อเกิดข้อจำกัดด้านการค้า
- หากประเทศขาดความสามารถในการผลิตสินค้าเอง ก็อาจสูญเสียโอกาสในการสร้างงานและพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ
การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแร่นิกเกิล
ฟิลิปปินส์มีทรัพยากรนิกเกิลสำคัญต่ออุตสาหกรรมเหล็กกล้าและแบตเตอรี่ ขณะที่จีนเป็นตลาดปลายทางหลัก ความเสี่ยงที่ควรจับตา ได้แก่
- การส่งออกวัตถุดิบมากกว่าผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง: หากฟิลิปปินส์ขายแร่ดิบเป็นหลัก แต่การถลุง การแปรรูปและการผลิตแบตเตอรี่เกิดในประเทศอื่น มูลค่าเพิ่มและงานทักษะสูงก็จะตกอยู่ภายนอกประเทศ
- อำนาจต่อรองด้านราคา: เมื่อมีผู้ซื้อกระจุกตัวอยู่ในตลาดไม่กี่แห่ง ผู้ผลิตในฟิลิปปินส์อาจมีอำนาจต่อรองน้อยลง
- ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม: ประเทศเจ้าของทรัพยากรต้องรับภาระการทำเหมือง การฟื้นฟูพื้นที่ และผลกระทบต่อชุมชน แม้ผลกำไรจากการแปรรูปส่วนหนึ่งจะเกิดในต่างประเทศ
การใช้ธุรกิจออนไลน์และบริษัทบังหน้า
กรณีนี้มีหลักฐานด้านการบังคับใช้กฎหมายชัดเจนว่า บริษัทจีนทั่วไปเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจ
ในอดีต ฟิลิปปินส์เป็นฐานของธุรกิจพนันออนไลน์ที่เรียกว่า Philippine Offshore Gaming Operators (POGOs) ซึ่งหลายแห่งให้บริการลูกค้าในต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดภาษาจีน
หน่วยงานฟิลิปปินส์ตรวจพบความเสี่ยงและคดีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมรูปแบบอื่น
- 5 พ.ย.2567 ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ออกคำสั่งห้ามธุรกิจพนันออนไลน์นอกประเทศ
- 23 ต.ค.2568 มีการตรากฎหมาย Anti-POGO Act of 2025 หรือ Republic Act No. 12312 ห้ามการดำเนินธุรกิจดังกล่าว
- แม้มีการห้ามแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบและปราบปรามกิจกรรมที่ต้องสงสัยว่าฝ่าฝืนกฎหมาย ต่อเนื่อง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ ได้แก่ การหลบเลี่ยงภาษี การใช้บริษัทนอมินี การถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านเครือข่ายบริษัท และความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
การใช้เงินทุนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างอิทธิพล
จีนใช้เงินทุนเพื่อการพัฒนา สินเชื่อและข้อเสนอการลงทุน เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับหลายประเทศ รวมถึงฟิลิปปินส์ แต่ผลลัพธ์ของโครงการแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขและการบริหารจัดการ
AidData ศึกษาการเงินเพื่อการพัฒนาที่จีนสนับสนุนฟิลิปปินส์ในช่วงปี 2543-2565 ประเมินว่า มีเงินทุนเพื่อการพัฒนาที่รัฐจีนกำกับดูแลประมาณ 9,100 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมกว่า 200 โครงการ
รายงานยังระบุถึงโครงการที่ถูกระงับหรือยกเลิก เพราะปัญหาการจัดการ สัญญา ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและความขัดแย้งทางการเมือง
ความเสี่ยงสำคัญมี 4 ประการ
1.เงื่อนไขสินเชื่อไม่เหมาะสม: หากต้นทุนเงินกู้สูงหรือผลตอบแทนโครงการต่ำ รัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อชำระหนี้
2.การผูกขาดผู้รับเหมาและเทคโนโลยี: หากโครงการพึ่งพาบริษัทจีนทั้งการก่อสร้าง อะไหล่ และการบำรุงรักษา ประเทศเจ้าบ้านอาจเปลี่ยนผู้ให้บริการได้ยาก
3.ความไม่โปร่งใสของสัญญา: ทำให้ประชาชนตรวจสอบต้นทุน ภาระหนี้ และการกระจายผลประโยชน์ได้ยาก
4.ความเสี่ยงจากการไม่ดำเนินโครงการตามคำมั่น: รัฐบาลอาจเสียเวลาและโอกาสในการพัฒนา หากต้องเริ่มกระบวนการจัดหาเงินทุนใหม่
การขยายอิทธิพลผ่านโทรคมนาคม ข้อมูลและเทคโนโลยี
การแข่งขันทางเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่สินค้าและโรงงาน แต่รวมถึงโครงข่ายโทรคมนาคม ศูนย์ข้อมูล บริการคลาวด์ และระบบการชำระเงินด้วย
งานศึกษาของสถาบันวิจัยสันติภาพออสโล (PRIO) ปี 2568 วิเคราะห์บทบาทของเทคโนโลยีจีนในเศรษฐกิจดิจิทัล ฟิลิปปินส์ โดยชี้ถึงการมีส่วนร่วมของบริษัทจีนในด้านอุปกรณ์โทรคมนาคม บริการคลาวด์ ฟินเทค และโครงการภาครัฐ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงและอธิปไตยทางดิจิทัล
ความเสี่ยงที่รัฐบาลควรประเมิน ได้แก่
- การพึ่งพาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์จากผู้ให้บริการรายเดียวมากเกินไป
- การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลสำคัญของรัฐโดยไม่มีมาตรการกำกับดูแลเพียงพอ
- ความยากในการเปลี่ยนผู้ให้บริการ เมื่อระบบถูกออกแบบให้ผูกติดกับเทคโนโลยีเดิม
- ความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์หรือการหยุดชะงักของบริการที่จำเป็น
สิ่งที่ไทยและฟิลิปปินส์ควรทำมากขึ้น
สิ่งที่ควรทำเพื่อการป้องกันการผูกขาดและกลายเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจของจีน
1. กระจายตลาดนำเข้าและส่งออก เพิ่มความสัมพันธ์กับประเทศอื่นในภูมิภาค เพื่อให้ธุรกิจฟิลิปปินส์มีทางเลือกเมื่อเกิดข้อพิพาทหรือการหยุดชะงักทางการค้า
2. สร้างอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ เช่น พัฒนาการถลุงและแปรรูปนิกเกิล วัสดุแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร เพื่อเพิ่มมูลค่าในประเทศ แทนการส่งออกวัตถุดิบเป็นหลัก
3. ตรวจสอบนอมินีและปราบปรามอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินทุน ผู้ถือหุ้น และความเชื่อมโยงกับบริษัทอื่น พร้อมบังคับใช้กฎหมายภาษีและกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินอย่างเสมอภาค
4. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่น สนับสนุนสินเชื่อ เทคโนโลยี การฝึกอบรมแรงงาน และการเข้าถึงตลาด เพื่อให้ธุรกิจฟิลิปปินส์แข่งขันได้ด้วยผลิตภาพ





