วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘3 โมเดล’ ไทยลดขาดดุลจีน ‘ศุภจี’ ชงทุนจีนใช้วัตถุดิบไทยลดนำเข้า

ไทยยังคงขาดดุลการค้าจีนต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญจากการพึ่งสินค้าทุนจากจีนจำนวนมาก ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยมีมูลค่าต่ำกว่า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารสด โดยมีการประมาณการว่าการขาดดุลการค้าไทย-จีนสะสมช่วงปี 2559-2569 จะอยู่ที่ 362,374 ล้านดอลลาร์ หรือกล่าวได้ว่าไทยจะขาดดุลการค้ากับจีนสะสม 12.14 ล้านล้านบาท

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันจีนเผชิญปัญหาการส่งออกและการแข่งขันรุนแรง โดยอุดหนุนการส่งออกและถูกหลายประเทศกล่าวหาพฤติกรรมทุ่มตลาด ซึ่งทำให้ไทยและหลายประเทศรับผลกระทบสินค้านำเข้าราคาต่ำ ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ รวมถึงสหภาพยุโรปมีมาตรการรับมือเข้มแข็งกว่า

รวมทั้งไทยเผชิญปัญหาสินค้านำเข้า การทุ่มตลาด ธุรกิจนอมินีและสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งภาครัฐกำลังเร่งแก้ไขและไทยเสนอแนวคิด Co-Creation ให้รัฐบาลจีน โดยการลงทุนของจีนในไทยควรสร้างประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น และไม่นำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนทั้งหมดจากจีน เพราะไม่เกิดการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศ 

ทั้งนี้ แนวทางของบริษัทจากจีนแตกต่างจากการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นที่ใช้เวลาหลายสิบปีพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในไทย ขณะที่การลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนใหญ่ใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ทำให้การจ้างงานและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีจำกัด แม้จะได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

รวมทั้งระหว่างร่วมประชุม APEC ที่จีนเดือน พ.ค.2569 ได้หารือทวิภาคีกับนายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และเสนอความร่วมมือ 3 ประเด็นเพื่อลดขาดดุลการค้า ดังนี้

‘3 โมเดล’ ไทยลดขาดดุลจีน  ‘ศุภจี’ ชงทุนจีนใช้วัตถุดิบไทยลดนำเข้า

1.ขอให้ผู้ประกอบการจีนที่มาลงทุนในไทยเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย เพื่อเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content) ให้เป็นไปตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ลดปัญหาการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) และเพิ่มโอกาสให้สินค้าที่ผลิตในไทยส่งออกไปตลาดโลกในฐานะสินค้าไทย

2.ขอให้จีนเปิดโอกาสให้สินค้า SME ไทยจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีน ผ่านการจัดตั้ง Thai Pavilion เพื่อรวบรวมสินค้าคุณภาพและได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคจีนกว่า 1,400 ล้านคน ซึ่งช่วยเพิ่มช่องการส่งออกและลดแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าจีน

3.เสนอให้จีนร่วมลงทุนแปรรูปสินค้าเกษตรไทย โดยนำเทคโนโลยีจีนมาพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูป ใช้วัตถุดิบการเกษตรไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ลดพึ่งพาการส่งออกผลผลิตสดที่มักเผชิญข้อจำกัดมาตรการกักกันพืช รวมถึงช่วยบริหารจัดการปัญหาผลผลิตล้นตลาดและผลกระทบจากฤดูกาลได้มีประสิทธิภาพ

จีนชี้ต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านสร้างซัพพลายเชน

นางศุภจี กล่าวว่า ฝ่ายจีนตอบรับข้อเสนอในหลักการ โดยเฉพาะความร่วมมือการแปรรูปสินค้าเกษตรและการเปิดตลาดสินค้า SME ไทย ส่วนข้อเสนอให้เพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ ฝ่ายจีนเห็นด้วยแนวทางนี้แต่ระบุว่าต้องใช้เวลาปรับตัวและสร้างห่วงโซ่อุปทานจึงต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน

นอกจากนี้ได้หารือนายหวัง เหวินเทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ซึ่งยืนยันว่าจะเร่งผลักดันการหารือในระดับหน่วยงาน โดยมอบหมาย Department of Asian Affairs เป็นหน่วยงานหลักประสานงานกับฝ่ายไทย เพื่อเดินหน้าความร่วมมือทั้ง 3 ด้าน ก่อนนำผลการดำเนินงานเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน (Joint Committee: JC) ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า

‘3 โมเดล’ ไทยลดขาดดุลจีน  ‘ศุภจี’ ชงทุนจีนใช้วัตถุดิบไทยลดนำเข้า

ทั้งนี้ ไทยต้องการทำงานร่วมกันทันทีไม่รอประชุม JC เพราะต้องการให้การประชุมนี้เป็นเวทีรายงานความคืบหน้า มากกว่าเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งฝ่ายจีนเห็นพ้องแนวทางนี้ และพร้อมตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเป็นรูปธรรม 

รวมทั้งมอบหมายให้ ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ศึกษายุทธศาสตร์ 5 ปี ของจีน เพื่อมากำหนดแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

ชี้สินค้าส่งออกไทยมูลค่าน้อย

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้าจีน 46,222 ล้านดอลลาร์ มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 17,633 ล้านดอลลาร์ 

สำหรับการขาดดุลเพิ่มขึ้นมาจากนำเข้าสินค้าทุน สินค้าขั้นกลาง และวัตถุดิบเพื่อใช้เป็นปัจจัยการผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก วงจรพิมพ์ เนื่องจากไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

รวมทั้งปี 2568-2569 มีวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้ความต้องการวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องการผลิตดังกล่าวเพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนเป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าน้อยกว่า เช่น ผลไม้สด แช่เย็น

การนำเข้าขยายตัวเร็วกว่าการส่งออก

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2559-2568 การค้า 2 ประเทศขยายตัวมาก แต่การนำเข้าขยายตัวเร็วกว่าการส่งออก 

ขณะที่เมื่อเทียบปี 2559 กับปี 2568 พบว่า มูลค่าการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นจาก 213,558 ล้านดอลลาร์ เป็น 337,893 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 124,335 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 58.2% ขณะที่มูลค่านำเข้าเพิ่มจาก 195,702 ล้านดอลลาร์ เป็น 349,740 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 154,038 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 78.7%

รวมทั้งช่วงปี 2559-2563 ดุลการค้าไทยผันผวน โดยปี 2559 ไทยเกินดุลการค้า 17,856 ล้านดอลลาร์ และปี 2560 เกินดุลการค้า 10,872 ล้านดอลลาร์ ก่อนขาดดุลเล็กน้อย 1,177 ล้านดอลลาร์ในปี 2561 จากนั้นไทยกลับมาเกินดุล 5,241 ล้านดอลลาร์ในปี 2562 และเกินดุลสูงถึง 20,662 ล้านดอลลาร์ในปี 2563

ปี 2564 จุดเปลี่ยนไทยขาดดุลสูงขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 ไทยเริ่มขาดดุลต่อเนื่อง โดยขาดดุล 1,609 ล้านดอลลาร์ในปี 2564 ก่อนเพิ่มขึ้นมากเป็นขาดดุล 22,154 ล้านดอลลาร์ในปี 2565 

จากนั้นมูลค่าขาดดุลลดเหลือ 11,965 ล้านดอลลาร์ ในปี 2566 และลดเหลือ 10,906 ล้านดอลลาร์ ในปี 2567 ก่อนเพิ่มอีกครั้งเป็น 11,847 ล้านดอลลาร์ ในปี 2568 ดังนั้นเมื่อรวมปี 2564-2568 ไทยขาดดุลการค้าสะสม 58,481 ล้านดอลลาร์ “คิดเป็น 1.96 ล้านล้านบาท 

สำหรับประมาณการปี 2569 ภายใต้สมมติฐานการส่งออกขยายตัว 6% และนำเข้าขยายตัว 7% พบว่ามูลค่าส่งออกไทยเพิ่มจาก 337,893 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 เป็น 358,166 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 

ขณะที่มูลค่านำเข้าเพิ่มจาก 349,740 ล้านดอลลาร์ เป็น 374,221 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยขาดดุลเพิ่มจาก 11,847 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 เป็น 16,055 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 หรือดุลการค้าติดลบเพิ่มขึ้น 4,208 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าการขาดดุลจะเพิ่มขึ้น 35.5%

ทั้งนี้ หากประมาณการดังกล่าวเป็นจริง ปี 2569 จะเป็นปีที่ไทยขาดดุลการค้าติดต่อกันเป็นปีที่ 6 และทำให้ไทยขาดดุลการค้าสะสมในช่วงปี 2564–2569 อยู่ที่ 74,536 ล้านดอลลาร์ หรือ ขาดดุลสะสมประมาณ 2.50 ล้านล้านบาท

ปี 59-69 ไทยขาดดุลจีน 12 ล้านล้าน

รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ตลอดช่วง 10 ปี ระหว่างปี 2559-2568 ไทยขาดดุลการค้าจีนต่อเนื่อง และมูลค่าขาดดุลเพิ่มขึ้นเร็ว เนื่องจากการนำเข้าสินค้าจีนขยายตัวเร็วกว่าการส่งออกสินค้าไทยไปจีนมาก โดยจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย รองจากสหรัฐ

 ประมาณการการค้าไทย-จีนปี 2569 ไทยจะส่งออกไปจีน 41,495 ล้านดอลลาร์ ขณะที่จะนำเข้าจากจีน 116,990 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยขาดดุลจีน 75,495 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.53 ล้านล้านบาท หากรวมประมาณการปี 2569 กับดุลการค้าไทย-จีนสะสมช่วงปี 2559-2569 จะอยู่ที่ 362,374 ล้านดอลลาร์ หรือกล่าวได้ว่าไทยจะขาดดุลการค้ากับจีนสะสม 12.14 ล้านล้านบาท

‘3 โมเดล’ ไทยลดขาดดุลจีน  ‘ศุภจี’ ชงทุนจีนใช้วัตถุดิบไทยลดนำเข้า

10 สาเหตุไทยขาดดุลจีนต่อเนื่อง

รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ไทยขาดดุลการค้าจีนไม่หยุด มี 10 สาเหตุ ประกอบด้วย

1.สินค้าจีนราคาถูกกว่าสินค้าไทย โดยจีนมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าได้จำนวนมากทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าไทย รวมถึงจีนมีห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง ไปถึงแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ดังนั้นสินค้าจีนจึงได้เปรียบสินค้าไทยทั้งด้านราคา ความหลากหลาย ความรวดเร็วในการผลิต และการออกสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด 

สำหรับสินค้าที่จีนได้เปรียบ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร รถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน เหล็ก เคมีภัณฑ์ พลาสติก เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าอุปโภคบริโภค

2.ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ช่วยลดและยกเลิกภาษีนำเข้าทำให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าจากจีนลดลง และช่วยให้สินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทยสะดวกขึ้น

3.การลงทุนของจีนในไทยนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบจากจีนเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ โลหะ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และดิจิทัล 

ทั้งนี้ โรงงานจีนที่ตั้งฐานการผลิตในไทยจำนวนหนึ่งนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี และอุปกรณ์จากบริษัทแม่หรือซัพพลายเออร์ในจีน ทำให้การลงทุนจากจีนอาจเพิ่มการนำเข้า

ไทยพึ่งสินค้าทุนจากจีนจำนวนมาก

4.ห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทยพัฒนาไม่ทันห่วงโซ่การผลิตจีนที่พัฒนาครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยผลิตได้ตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วนสำคัญ เครื่องจักร ระบบควบคุม ซอฟต์แวร์ ไปถึงสินค้าสำเร็จรูป

ในทางตรงกันข้ามที่อุตสาหกรรมไทยจำนวนมากพึ่งพาเครื่องจักร เทคโนโลยี วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน เมื่อการผลิตในไทยขยายตัวทำให้การนำเข้าปัจจัยการผลิตจากจีนเพิ่มขึ้น

5.การบังคับใช้มาตรฐานสินค้านำเข้าของไทยยังไม่มีประสิทธิภาพพอ โดยไทยมีมาตรฐานและกฎหมายควบคุมสินค้านำเข้าหลายประเภท แต่ปัญหาอยู่ที่ความครอบคลุมและประสิทธิภาพการบังคับใช้ โดยเฉพาะสินค้าที่เข้าผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พัสดุขนาดเล็ก และช่องทางจำหน่ายออนไลน์ 

ทั้งนี้สินค้าบางประเภทอาจมีปัญหาคุณภาพ ความปลอดภัย การติดฉลาก มาตรฐานผลิตภัณฑ์และการสำแดงราคา โดยหากตรวจสอบไม่ทั่วถึงทำให้สินค้านำเข้าไม่ต้องรับต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรฐานเท่าผู้ผลิตไทยจึงได้เปรียบราคาอย่างไม่เป็นธรรม

ไทยพึ่งปัจจัยการผลิตจีนมากเกินไป

6.ไทยพึ่งจีนทั้งตลาดและปัจจัยการผลิตมากเกินไป เนื่องจากจีนเป็นทั้งตลาดส่งออกสำคัญและแหล่งนำเข้าอันดับต้น แต่ความสัมพันธ์การค้าไม่สมดุล โดยไทยพึ่งจีนในฐานะแหล่งนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าสำเร็จรูประดับสูง 

ขณะที่การส่งออกไปจีนเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มไม่สูงและอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจจีน เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ความต้องการสินค้าจากไทยอาจลดลง แต่สินค้าจีนยังไหลเข้าไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตจีนต้องแสวงหาตลาดต่างประเทศเพื่อระบายกำลังการผลิต

7.โครงสร้างสินค้าส่งออกไทยไม่สอดคล้องการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจีน โดยสินค้าส่งออกไปจีนส่วนหนึ่งเป็นสินค้าเกษตร วัตถุดิบ ยางพารา ผลไม้ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม 

ขณะที่จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มความสามารถการผลิตสินค้าในประเทศ โดยเมื่อจีนผลิตวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและสินค้าอุตสาหกรรมได้ จึงทำให้ความจำนำเข้าจากไทยอาจลดลง ขณะเดียวกันไทยมีสินค้าแบรนด์ไทย สินค้านวัตกรรม และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงที่เจาะตลาดจีนได้ไม่มากพอ

8.กำลังการผลิตส่วนเกินของจีนถูกระบายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยจีนขยายกำลังการผลิตหลายอุตสาหกรรมเร็ว แต่เมื่อเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศชะลอทำให้ผู้ผลิตจีนเพิ่มการส่งออกระบายสินค้าและรักษากำลังการผลิต 

ขณะเดียวกันสหรัฐ สหภาพยุโรป และประเทศอุตสาหกรรมหลายแห่งใช้มาตรการภาษี มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และข้อกำหนดทางเทคนิคกับสินค้าจีนมากขึ้น โดยสินค้าจีนบางส่วนเปลี่ยนทิศทางไปตลาดที่เข้าถึงง่ายกว่า รวมถึงไทยและอาเซียน

ไทยเสียเปรียบเทคโนโลยี-แพลตฟอร์มการค้า

9.ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบจีนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และแพลตฟอร์มการค้า ซึ่งได้เปรียบด้านระบบการผลิตอัตโนมัติ การวิจัยและพัฒนา การออกแบบสินค้า ข้อมูลผู้บริโภค การตลาดดิจิทัล ระบบชำระเงิน และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ 

ทั้งนี้ทำให้ผลิตและส่งสินค้าเข้าตลาดได้เร็วกว่าผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs มีข้อจำกัดเงินทุน เทคโนโลยี ขนาดการผลิต ต้นทุนโลจิสติกส์ และการเข้าถึงตลาดจีน จึงแข่งขันสินค้าจีนได้ยากทั้งในตลาดไทย ตลาดจีน และตลาดประเทศที่สาม

10.ไทยไม่มีกลไก Local Content ที่เข้มงวด แม้บริษัทจีนมาตั้งโรงงานในไทยเพิ่มขึ้น แต่ไทยมีจุดอ่อนในการกำหนดให้ต้องใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือซัพพลายเออร์ในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนดเข้มงวด 

ดังนั้นการลงทุนของจีนอาจเพิ่มมูลค่าการผลิตและการส่งออกให้ไทย แต่ไม่หมายถึงมูลค่าเพิ่มทั้งหมดจะตกในไทย หากโรงงานจีนยังนำเข้าปัจจัยการผลิตส่วนใหญ่จากจีน มูลค่าเพิ่มที่เกิดกับเศรษฐกิจไทยอาจจำกัดเพียงค่าแรง ที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค ภาษีบางส่วน และกิจกรรมประกอบขั้นสุดท้าย ขณะที่รายได้จากการผลิตส่วนหนึ่งไหลกลับไปบริษัทแม่และซัพพลายเออร์ในจีน