แม้ปัจจุบันผู้คนไม่ได้เลิกดูรายการโทรทัศน์ แต่สิ่งที่ปรากฏคือการเปลี่ยนผ่านจากการรับชมตามผังการออกอากาศไปสู่การเลือกรับชมเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์มากขึ้น
สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตภายในครอบครัว จากยุคที่สมาชิกนั่งดูโทรทัศน์ร่วมกัน ไปสู่ยุคที่แต่ละคนรับชมเนื้อหาต่างกันผ่านหน้าจอส่วนตัว และเชื่อมโยงกับอำนาจของอัลกอริทึม ที่เป็นชุดคำสั่งหรือขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ
เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ทำงาน แก้ปัญหา หรือตัดสินใจตามเงื่อนไขที่กำหนดในยุคดิจิทัลมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการคัดเลือกและแนะนำข้อมูลให้ผู้ใช้งานในสื่อออนไลน์ เช่น YouTube
ระบบจะสังเกตพฤติกรรมว่า ผู้ชมเลือกดูคลิปเกี่ยวกับอะไรบ่อยครั้ง ใช้เวลาดูคลิปประเภทนี้นานกว่าประเภทอื่น กดถูกใจ แสดงความคิดเห็น หรือแชร์วิดีโอเหล่านั้น ค้นหาข้อมูลเรื่องนั้นๆ เป็นประจำ
ระบบจะนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผล และคาดการณ์ว่าผู้ชมน่าจะสนใจคลิปประเภทใด จากนั้นจึงแนะนำเนื้อหาที่สอดคล้องกับความสนใจมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของโทรทัศน์สู่แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์
สถานีโทรทัศน์เป็นผู้กำหนดว่าผู้ชมจะได้ชมรายการอะไร ในช่วงเวลาใด แต่ปัจจุบันผู้ชมสามารถเลือกรายการและเวลารับชมได้เอง ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ก็ใช้อัลกอริทึมเข้ามาคัดเลือกและจัดลำดับเนื้อหาที่ผู้ชมมีโอกาสพบเห็น
หากพิจารณาถึงความแตกต่าง โทรทัศน์ สถานีโทรทัศน์จัดผังรายการ ผู้ชมดูรายการตามเวลาออกอากาศ ผู้ชมจำนวนมากเห็นผังรายการเดียวกัน อำนาจคัดเลือกรายการขึ้นอยู่กับสถานี
ส่วน แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ ระบบแนะนำเนื้อหาจัดลำดับสิ่งที่นำเสนอ ผู้ชมเลือกดูเวลาใดก็ได้ ผู้ชมแต่ละคนอาจได้รับคำแนะนำแตกต่างกัน อำนาจกระจายระหว่างผู้ชม ผู้ผลิตเนื้อหา และแพลตฟอร์ม
อัลกอริทึม อำนาจทางสังคม กรอบแนวคิด Michel Foucault
แนวคิดเรื่อง อำนาจและความรู้ (Power/Knowledge) ของ Michel Foucault สามารถนำมาเป็นกรอบวิเคราะห์ได้ดังนี้
ในอดีต สถานีโทรทัศน์มีอำนาจในการกำหนดเนื้อหาและช่วงเวลาการออกอากาศ แต่ในสังคมดิจิทัล แพลตฟอร์มสามารถใช้อัลกอริทึมกำหนดการมองเห็นและการเข้าถึงข้อมูลของผู้ชม
“เมื่อผู้ชมมีเสรีภาพในการเลือกรับชมมากขึ้น อำนาจในการกำหนดสิ่งที่ผู้ชมมองเห็นจึงอาจกลับไปอยู่ในมือของแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์
สำหรับ Foucault อำนาจและความรู้ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด การผลิตความรู้ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการใช้อำนาจ ขณะเดียวกันความสัมพันธ์เชิงอำนาจก็มีส่วนกำหนดว่า อะไรจะเป็นความรู้ที่ถูกต้องหรือมีความสำคัญ
ในยุคโทรทัศน์แบบดั้งเดิม สถานีโทรทัศน์มีอำนาจในการตัดสินใจว่า ข่าวใดสมควรนำเสนอ และข่าวใดไม่ถูกนำเสนอ รายการประเภทใดควรออกอากาศในช่วงเวลาที่มีผู้ชมจำนวนมาก ใครควรได้รับพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นเรื่องใดควรได้รับการนำเสนอซ้ำจนกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ
กล่าวได้ว่า สถานีโทรทัศน์ทำหน้าที่เป็นผู้คัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกว่า Gatekeeping อำนาจของสถานีโทรทัศน์ไม่ได้อยู่เหนือทุกสิ่ง เพราะยังได้รับอิทธิพลจากรัฐ ผู้ลงโฆษณา กฎระเบียบ และการตอบสนองของผู้ชม
ในยุคอัลกอริทึม แพลตฟอร์มอย่าง YouTube, TikTok และ Facebook สามารถใช้ข้อมูลพฤติกรรม เช่น ระยะเวลารับชม การกดถูกใจ การค้นหา และปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหา
เพื่อสร้างแบบจำลองความสนใจของผู้ชมข้อมูลเหล่านี้ และใช้คาดการณ์ว่าผู้ชมมีแนวโน้มจะสนใจอะไรในอนาคต และนำผลคาดการณ์นั้นมาจัดลำดับเนื้อหาที่แนะนำให้เห็น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่ยังกลายเป็นผู้ผลิตข้อมูลให้แพลตฟอร์มใช้คาดการณ์และจัดการการมองเห็นของตนเอง
อัลกอริทึมกำลังเรียนรู้ความสนใจของมนุษย์ หรือกำลังมีส่วนสร้างความสนใจของมนุษย์ขึ้นมาใหม่
หากมองผ่านกรอบของ Foucault ทั้งสองกระบวนการอาจเกิดขึ้นร่วมกัน ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ชมช่วยให้แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์จัดระบบการนำเสนอเนื้อหา
และการนำเสนอเนื้อหานั้นก็อาจส่งผลย้อนกลับไปยังความสนใจของผู้ชม
วาทกรรม (Discourse) ของ Foucault ช่วยต่อยอดประเด็นนี้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคลไปสู่ระดับสังคม วาทกรรมไม่ใช่เพียงถ้อยคำหรือภาษา แต่เกี่ยวข้องกับระบบการสร้างความรู้ การกำหนดความหมาย และเงื่อนไขที่ทำให้ความคิดหรือคำอธิบายบางประเภทได้รับการยอมรับ
เมื่อนำมาวิเคราะห์สื่อ อาจตั้งคำถามว่าใครมีอำนาจกำหนดว่าเรื่องใดควรกลายเป็นประเด็นสาธารณะ
ในอดีต สถานีโทรทัศน์และสำนักข่าวมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกเหตุการณ์และบุคคลเข้าสู่พื้นที่สื่อมวลชน ปัจจุบันผู้ผลิตเนื้อหารายย่อยสามารถนำเสนอประเด็นได้ด้วยตนเอง
แต่การเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงระบบแนะนำเนื้อหา นโยบายแพลตฟอร์ม เครือข่ายผู้ติดตาม และเงินทุนในการประชาสัมพันธ์
ตัวอย่างเช่น หากมีประเด็นสาธารณะสองเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน เรื่องหนึ่งได้รับการแชร์และแนะนำอย่างกว้างขวาง ขณะที่อีกเรื่องแทบไม่ปรากฏในหน้าฟีดของผู้ใช้จำนวนมาก สังคมอาจรับรู้และถกเถียงสองเรื่องนี้ในระดับที่ต่างกัน
ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า อัลกอริทึมเป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว แต่แสดงให้เห็นว่ากลไกการมองเห็นมีบทบาทต่อการก่อตัวของประเด็นสาธารณะ
ในทาง Foucauldian จึงอาจกล่าวได้ว่า การต่อสู้เพื่ออำนาจในการสื่อสาร ไม่ได้จำกัดอยู่ที่สิทธิในการพูด แต่รวมถึงเงื่อนไขที่ทำให้เสียงของใครบางคนถูกได้ยินด้วย
Panopticism: จากหอคอยสอดส่องสู่การติดตามพฤติกรรมบนหน้าจอ
ในหนังสือ Discipline and Punish: The Birth of the Prison Foucault เรือนจำที่ผู้คุมสามารถสังเกตผู้ต้องขังได้จากหอคอยกลาง
ประเด็นสำคัญไม่ใช่การที่ผู้คุมมองเห็นผู้ต้องขังตลอดเวลา แต่คือการที่ผู้ต้องขังไม่อาจทราบว่าตนกำลังถูกเฝ้าสังเกตอยู่หรือไม่ จึงอาจปรับพฤติกรรมของตนเองราวกับว่าถูกเฝ้าดูอยู่เสมอ
Foucault ใช้แนวคิดนี้อธิบาย อำนาจเชิงวินัย (Disciplinary Power) ที่ทำงานผ่านการสังเกต การประเมิน การเปรียบเทียบ และการทำให้บุคคลกำกับตนเอง
ในสังคมสื่อออนไลน์ ผู้ชมอาจไม่รู้ว่าแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมใดบ้าง ข้อมูลถูกใช้ในลักษณะใด และเกณฑ์อะไรทำให้เนื้อหาบางประเภทได้รับการแนะนำมากกว่าเนื้อหาอื่น
ความสัมพันธ์นี้คล้าย Panopticism ในแง่ของความไม่สมดุลของการมองเห็น กล่าวคือ แพลตฟอร์มอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ใช้จำนวนมาก ขณะที่ผู้ใช้มีความรู้จำกัดเกี่ยวกับกลไกการจัดการข้อมูลของแพลตฟอร์ม
อย่างไรก็ตาม ในสื่อออนไลน์ ผู้สร้างสื่อออนไลน์อาจไม่ได้กลัวเพียงการถูกเฝ้ามอง แต่ยังกลัวการไม่ถูกมองเห็นด้วย ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตเนื้อหาและอินฟลูเอนเซอร์อาจปรับเวลาโพสต์ รูปแบบวิดีโอ คำบรรยาย หรือความถี่ในการเผยแพร่ เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผลงานของตนจะได้รับการมองเห็น
นี่เป็นการขยายความเข้าใจเรื่องอำนาจจากการถูกเฝ้าสังเกต ไปสู่การพยายามทำตนเองให้ปรากฏอยู่ในสายตาของระบบ
ในยุคโทรทัศน์ ผู้ผลิตรายการต้องแข่งขันเพื่อให้สถานีเลือกออกอากาศ แต่ในยุคแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ ผู้ผลิตเนื้อหาต้องแข่งขันเพื่อให้ระบบแนะนำเนื้อหา นำผลงานไปปรากฏต่อผู้ชม
ในแง่นี้ อีกนัยหนึ่งเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ Normalization ซึ่งเชื่อมโยงกับยอดวิว กล่าวคือ ผู้ผลิตเนื้อหาไม่ได้สร้างผลงานจากความสนใจของตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังปรับตัวตามระบบการให้คุณค่าและการมองเห็นของแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ด้วย
Subjectification: อัลกอริทึมมีส่วนสร้างตัวตนของผู้ชม
Foucault ไม่ได้มองมนุษย์เป็นเพียงผู้ถูกควบคุม แต่ยังศึกษากระบวนการที่มนุษย์สร้างตัวตนหรือเป็นผู้มีอำนาจ ภายใต้ความสัมพันธ์ของอำนาจและความรู้ แนวคิดนี้เรียกว่า Subjectification ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์วัฒนธรรมการรับชมในยุคแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ได้
เช่น ผู้ชมคนหนึ่งเริ่มสนใจสุขภาพและเลือกดูวิดีโอเกี่ยวกับการออกกำลังกาย ระบบอาจเสนอเนื้อหาประเภทนี้มากขึ้น ผู้ชมจึงพบกับผู้ผลิตเนื้อหา สินค้า แนวปฏิบัติ และค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเวลาผ่านไป ประสบการณ์เหล่านี้อาจมีส่วนกำหนดความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับร่างกาย สุขภาพ หรือวิถีชีวิตที่พึงปรารถนา
กระบวนการลักษณะเดียวกันอาจเกิดขึ้นกับความสนใจเรื่องความงาม การท่องเที่ยว การเมือง ศาสนา หรือรูปแบบการใช้ชีวิต ดังนั้น แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์สามารถเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ความหมายเกี่ยวกับตัวตนถูกผลิตซ้ำ ต่อรอง และเปลี่ยนแปลงได้
Resistance: ผู้ชมสามารถต่อรองและขัดขืนอำนาจของอัลกอริทึม
Foucault ไม่ได้มองว่าอำนาจมีอิทธิพลต่อมนุษย์จนไม่เหลือพื้นที่ให้เลือกหรือขัดขืน ในบทความ The Subject and Power (1982) เขาอธิบายว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจเกี่ยวข้องกับการกระทำของผู้ที่ยังมีความสามารถในการตอบสนองและเลือกแนวทางอื่นได้
เมื่อประยุกต์กับแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ ผู้ชมจึงไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อัลกอริทึมอย่างปราศจากทางเลือก ตัวอย่างเช่น ผู้ชมอาจเลือกค้นหาเนื้อหาด้วยตนเอง แทนที่จะรับชมเฉพาะสิ่งที่ระบบแนะนำ เลือกติดตามแหล่งข้อมูลหลายประเภท ปิดการเล่นอัตโนมัติ หรือหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น
ในทำนองเดียวกัน ผู้ผลิตเนื้อหาอาจเลือกสร้างงานที่ไม่ได้มุ่งเพียงยอดเข้าชมหรือความนิยมในระยะสั้น
การกระทำเหล่านี้สามารถตีความเป็นการต่อรองกับกลไกอำนาจของแพลตฟอร์มได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้บุคคลหลุดพ้นจากอำนาจโดยสิ้นเชิง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีจัดโครงสร้างทางเลือกของเราอย่างไร และเราจะรักษาความสามารถในการตัดสินใจของตนเองไว้ได้อย่างไร
ผู้เขียนขอสรุปว่า วิถีชีวิตครอบครัวเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการรับชมร่วมกันผ่านโทรทัศน์ไปสู่อำนาจการรับชมในพื้นที่ส่วนตัว
สะท้อนให้เห็นว่า ในอดีต โทรทัศน์อาจทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการรวมตัวของสมาชิกภายในครอบครัว การดูข่าว ละคร หรือรายการบันเทิงร่วมกันเปิดโอกาสให้สมาชิกพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน
แต่ปัจจุบัน สมาชิกครอบครัวสามารถรับชมเนื้อหาผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดรายการเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยีการรับชม แต่ยังอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในพื้นที่อยู่อาศัยด้วย
ตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งอาจนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน แต่สมาชิกแต่ละคนได้รับข่าวสารและความบันเทิงต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงอาจมีประสบการณ์ร่วมด้านสื่อลดลง แม้ยังใช้พื้นที่ทางกายภาพร่วมกัน
เมื่อนำ Foucault มาอธิบาย สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่ภายในบ้านกลายเป็นพื้นที่ที่แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทต่อการจัดสรรเวลา ความสนใจ และพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัว.





