เวลาเราพูดว่าประเทศใดเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” มาตรวัดที่นิยมที่สุดคือรายได้ประชาชาติต่อหัวต่อปี ธนาคารโลกจัดกลุ่มทุกประเทศด้วยเกณฑ์เดียวกัน ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569
ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวเกิน 14,375 ดอลลาร์ ถือเป็นประเทศรายได้สูง ส่วนไทยยังอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน (4,636–14,375 ดอลลาร์) เกณฑ์นี้ใช้เหมือนกันหมด ไม่ว่าแต่ละประเทศจะมีค่าครองชีพหรือวิถีการผลิตแบบใด
แนวคิดนี้มีรากเดียวกับ “เส้นความยากจน” ซึ่งกำหนดเป็นยอดเงินเช่นกัน วิธีคิดโดยคร่าวๆ มีสามขั้น
1.กำหนดพลังงานอาหารขั้นต่ำที่คนหนึ่งคนต้องการต่อวัน (โดยทั่วไปราว 2,100 กิโลแคลอรี ปรับตามเพศและวัย) แล้วรวมเป็นความต้องการของทั้งครัวเรือน
2.แปลงพลังงานนั้นเป็นตะกร้าอาหารตามแบบแผนการบริโภค แล้วคิดเป็นเงินด้วยราคาตลาด ได้ “เส้นความยากจนด้านอาหาร”
3.บวกค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าสื่อสาร และค่าการศึกษา ได้ “เส้นความยากจนรวม” ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นนี้ถือว่ายากจน
สมมติฐานที่ซ่อนอยู่ในทุกขั้นคือ ทุกอย่างที่ครัวเรือนกินและใช้ต้องใช้เงินซื้อ
ผมมีโอกาสช่วยงานสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) สำรวจครัวเรือนในพื้นที่เป้าหมาย การพัฒนาพื้นที่สูง 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ตาก แม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่อยู่บนดอยในภาคเหนือ ประชากรเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย ทั้งปกาเกอะญอ ม้ง และอีกหลายกลุ่ม ซึ่งเราเคยเชื่อกันว่าเป็นคนที่ยากจนที่สุดของประเทศ
ผลสำรวจปี 2568 จำนวน 1,101 ครัวเรือนดูจะยืนยันความเชื่อนั้น เมื่อใช้เส้นความยากจนตามหลักสากลที่ 104,306 บาทต่อครัวเรือนต่อปี พบครัวเรือนยากจน 248 ครัวเรือน หรือร้อยละ 22.5 บางพื้นที่สูงกว่าร้อยละ 40 เช่น ในพื้นที่สำรวจตำบลศรีดอนเมือง จังหวัดเชียงราย และตำบลทาเหนือ ตำบลแม่วิน จังหวัดเชียงใหม่
แม้ตัวเลขทางสถิติจะระบุว่าหลายครัวเรือนมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่ภาพความเป็นอยู่ที่ปรากฏกลับสะท้อนถึงความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเองได้ พวกเขายังคงรักษาวิถีชีวิตแบบพออยู่พอกิน โดยเฉพาะความสามารถในการผลิตอาหารเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน ทำให้เราแทบไม่เห็นภาพความอดอยาก ทุกคนต่างมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ดี
นอกจากนี้ สมาชิกในครอบครัวยังสามารถเข้าถึงการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือได้แทบทุกคน เว้นก็เพียงเด็กเล็กและผู้สูงวัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคงในอีกมิติหนึ่ง
เหตุผลสำคัญคือสมมติฐานที่ตั้งไว้นั้นผิด แทบทุกครัวเรือน แม้หัวหน้าครอบครัวจะรับราชการหรือทำงานเอกชน ไม่ใช่เกษตรกร ก็ยังปลูกข้าว ผัก และพืชสวนไว้กินเอง ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 44 ของครัวเรือนปลูกข้าวเก็บไว้บริโภค เฉลี่ยครัวเรือนละราว 145 ถังต่อปี อาหารส่วนนี้ไม่ผ่านตลาด จึงไม่ปรากฏเป็นตัวเงิน แต่เส้นสากลกลับคิดราวกับว่าต้องซื้อทั้งหมด
ผมจึงเสนอให้คำนวณเส้นความยากจนด้านอาหารจากค่าใช้จ่ายจริงของครัวเรือนในแต่ละพื้นที่ โดยใช้ค่าเฉลี่ยค่าอาหารของครัวเรือนที่ใช้จ่ายต่ำกว่าเดไซล์ที่ 6 แล้วบวกค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ไม่ใช่อาหารเท่าเดิม
ผลคือ เส้นความยากจนด้านอาหารลดจาก 73,036 เหลือ 32,860 บาทต่อครัวเรือนต่อปี เส้นรวมลดจาก 104,306 เหลือ 64,130 บาท หรือต่ำกว่าเส้นสากลราวร้อยละ 39 ครัวเรือนยากจนลดจาก 248 เหลือ 116 ครัวเรือน หรือจากร้อยละ 22.5 เหลือร้อยละ 10.5
เมื่อเทียบกับเส้นความยากจนภาคเหนือของสภาพัฒน์ฯ ซึ่ง ผมปรับเป็นระดับครัวเรือนได้ประมาณ 88,563 บาทต่อครัวเรือนต่อปี จะเห็นว่าเส้นตามหลักสากลสูงกว่าเส้นทางการของไทยเองราวร้อยละ 18 ส่วนเส้นตามค่าใช้จ่ายจริงต่ำกว่าราวร้อยละ 28 ไม้บรรทัดสามอันจึงให้คำตอบเรื่องจำนวนคนจนต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับว่าเราสมมติให้คนบนดอยต้องซื้ออาหารแค่ไหน (ภาพกราฟประกอบ)
เส้นความยากจนตามบริบทพื้นที่ของทุกดอยในผลสำรวจนี้ ต่ำกว่าเส้นสากล และรายได้เฉลี่ยของทุกดอยอยู่เหนือเส้นความยากจนทั้งสอง แม้ดอย 9 ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่ำสุดก็ยังมีราว 148,000 บาท ช่องว่างความยากจน (PGI) ลดจากร้อยละ 6.94 เหลือเพียงร้อยละ 0.32 แปลว่าครัวเรือนที่ยังอยู่ใต้เส้นก็อยู่ห่างจากเส้นเพียงเล็กน้อย
ผมจึงต้องการนำเสนอว่า มาตรวัดสากลมีคุณค่าเพราะทำให้ เราเปรียบเทียบได้ แต่เมื่อนำมาใช้ตัดสินนโยบายในพื้นที่ ควรปรับให้สอดคล้องกับบริบท ทั้งวิถีการผลิตเพื่อยังชีพ ราคาในท้องถิ่น และสิ่งที่ชุมชนได้มาโดยไม่ต้องใช้เงิน มิฉะนั้นไม้บรรทัดที่เที่ยงตรงที่สุดก็อาจชี้งบประมาณไปผิดที่
วันนี้เราพบคนจนจำนวนมากทิ้ง ที่นา แล้วเข้ามาหางานทำหรือเร่ร่อนในกรุงเทพฯ ในเมือง ทุกอย่างต้องใช้เงินซื้อจริง ๆ สมมติฐานของเส้นสากลจึงตรงกับชีวิตคนเมือง มากกว่า คนบนดอย
ความเชื่อที่เราเคยคิดว่าต้องเดินทางไกลขึ้นยอดดอยเพื่อไปช่วยคนจนอาจจะผิด ในที่สุดเราอาจพบว่า คนจนอยู่ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า ห่างจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้นเอง ก็ได้





