วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

รูปแบบธุรกิจที่น่าจะช่วยเหลือ ‘คนยากจน-SME-รัฐ’ ได้อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำมากว่า 2 ทศวรรษแล้ว หลายฝ่ายอาจปลงว่า ไม่มีช่องทางแก้ไขให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักความยากจนและเหลื่อมล้ำได้

แต่หากเราพิจารณาลึกลงไปถึงรายละเอียดของแต่ละภาคเศรษฐกิจแล้ว จะเห็นได้ว่ารัฐยังมีช่องทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอยู่บ้าง ซึ่งก็คือ การทำธุรกิจร่วมกันหรือ Joint Venture (JV) เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันหรือของชุมชน 

ธุรกิจ JV นี้ ไม่ใช่ของใหม่ เพราะได้มีการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม พร้อมทั้งบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทย จำกัด กันมาหลายอำเภอแล้วตั้งแต่ปี 2558

แต่อุปสรรคในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา คือแต่ละอำเภอยังมีความพร้อมไม่เท่ากัน นอกจากนั้นปัญหาที่ยังแพร่หลายมากที่สุดใน SME คือ การเงิน การเข้าถึงเทคโนโลยี และการตลาด 

ผู้ประกอบการกว่า 90% ยังขาดความรู้และความคิดริเริ่ม ไม่สามารถใช้เครื่องมือเทคโนโลยีทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่น่าแปลกใจที่ SME ยังเข้าถึงเงินทุนได้ไม่พอเพียง (แม้จะมีหลายสถาบันการเงินของรัฐ พยายามจะให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว เช่น SME Bank, บสย., สสว., และ ธอ.) เพราะ SME ยังมีจุดอ่อนในหลายแง่มุมดังที่กล่าวข้างต้น

แม้กระนั้นก็ตาม รัฐยังสามารถสนับสนุน JV หรือการทำธุรกิจร่วมกันเพื่อสังคมส่วนรวมได้ในบางธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจพลังงานที่ไทยยังมีทรัพยากรที่สามารถนำมาแปรรูปและใช้ได้อย่างยั่งยืน

เช่น โครงการกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขยะชุมชน โรงคัดแยกขยะเพื่อผลิตเชื้อเพลิง (RDF) ระบบบำบัดน้ำเสีย และพื้นที่ฝังกลบที่ถูกสุขลักษณะ 

ตัวอย่างของขยะที่นำมาแยกออก ได้แก่ ของเสียที่ใช้แล้ว กากอ้อย รากมันสำปะหลัง ต้นยางหมดอายุ ฯลฯ หลังจากการแยกแล้ว ก็นำขยะแห้งมาอัดบดเป็นก้อน Refuse Derived Fuel (RDF) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเผาต้มน้ำ เพื่อให้ได้ไอน้ำไปดันกังหันหมุนแกนแม่เหล็กที่จะช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 

วงจรของการผลิตไฟฟ้าเช่นนี้ ก่อให้เกิดผลดีเด่นชัด 5 ประการคือ 

(1) ขยะเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างแพร่หลายและทุกครัวเรือนหรือหน่วยงานที่เป็นเจ้าของต้องการกำจัด จึงมีราคาติดลบ (ตรงกันข้ามกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ)

(2) สร้างงานให้แก่ผู้ยากจนในขบวนการเก็บขยะและคัดแยกขยะ 

(3) ไฟฟ้า (ซึ่งเป็นผลผลิตของขบวนการ) เป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการใช้คือรองรับอยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ระบบ Data Center, AI, และยานพาหนะ EV กำลังเป็นที่แพร่หลายทั่วโลก

(4) ราคาไฟฟ้าที่ต่ำลงย่อมช่วยลดปัญหาค่าครองชีพให้แก่คนจน และ SME

(5) ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะเข้าช่วยลดความต้องการพลังงานประเภทอื่น ๆ ที่ประเทศไทยนำเข้าจากต่างประเทศเป็นอันมาก 

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน 

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศได้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะแล้ว เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ไทยก็ได้มีการผลิตเช่นกันที่จังหวัดสงขลา ภูเก็ต และสมุทรปราการ ซึ่งได้ให้ผลผลิตและกำไรพอควร

การผลิตพลังงานจากทรัพยากรที่หมุนเวียนได้เช่นนี้ (renewable energy) ตรงตามที่ธนาคารพัฒนาการแห่งเอเชีย (ADB) ได้ให้คำแนะนำแก่ประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าควรให้ความสำคัญและสนับสนุนเป็นพิเศษ 

สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐจึงควรเพิ่มจำนวนโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะให้มากขึ้น (ซึ่งอาจกระทำควบคู่ไปกับบริษัทปิโตรเลียมหรือกลั่นน้ำมันของรัฐ) โดยเฉพาะในเขตที่มีการใช้กระแสไฟฟ้าสูง 

ในการดำเนินโครงการเหล่านั้นรัฐเป็นฝ่ายรับผิดชอบทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และชักชวนบริษัทเอกชนมาร่วมลงทุน ร่วมงาน เผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ในการประกอบการ พร้อมทั้งสนับสนุนให้มหาวิทยาลัย และ/หรือ สถาบันวิจัยเข้าร่วมงานด้วย

เพื่อจะได้มีวิวัฒนาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องการผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในอนาคต