วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

มึนงงกับ 6 7 (six seven)

สองปีที่ผ่านมานี้ โลกตะวันตกมีคำที่โด่งดังขนาดองค์กรหนึ่งให้เป็น Word of The Year ของปี 2568 คำนั้นก็คือ 6 7 (ออกเสียงว่า six seven)

มีความหมายที่แปลกคือ “ไม่มีความหมาย” แต่คนก็หัวเราะกันเมื่อมีคนพูดออกมาว่า “six seven” มันเป็นอย่างไรกัน

ปลายปี 2567 มีนักร้องแร็ปเปอร์ชื่อ Skrilla ร้องเพลงที่มีคำว่า 6 7 ต่อมาตอนต้นปี 2568 ในโซเชียลมีเดียมีคนสร้างวิดีโอสั้นจับคู่เพลงนี้กับนักบาสเกตบอล ชื่อ Lamelo Ball ซึ่งสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว เลยทำให้ 6 7 แพร่หลายกลายเป็นคำพูดติดปาก

ต่อมามีผู้กำลังจะเป็นนักบาสเกตบอลอาชีพ ทำคลิปโดยพูด 6 7 แทรกในคำพูดธรรมดาพร้อมกับทำท่ายื่นมือออกมาสองข้าง และยกขึ้นลงสลับกัน 

คลิปนี้กลายเป็นไวรัล เด็กๆ และวัยรุ่นอเมริกันนำ 6 7 มาพูดกันติดปาก และหัวเราะกันสนุกสนาน ต่อจากนั้น 6 7 ก็กลายเป็น meme (“มีม" หมายถึงชิ้นของสิ่งที่สื่อสารกันผ่านรูปภาพ หรือคลิปวิดีโอสั้น หรือคำพูดเพื่อส่งต่อความหมาย เช่น รูปภาพ ข้อความล้อเลียน คำพูด) ส่งต่อกันเป็นไวรัลและเป็นคำพูดกันในกลุ่มวัยรุ่น หัวเราะกันเวลาที่ได้ยิน คำว่า 6 7

พิจารณาดูตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ (ก) ครูสั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือหน้า 6 และ 7 เด็กก็ตะโกนกันว่า six seven แล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมกันเพราะเป็นคำขบขันที่รู้กันในกลุ่ม

(ข) เพื่อนถามว่าเสาร์อาทิตย์นี้จะทำอะไร เพื่อนก็ตอบว่า six seven พร้อมกับทำท่าประกอบ เพื่อนบอกว่ายังไม่ได้ตอบคำถาม ก็พูดอีกว่า six seven ซึ่งที่ตอบอย่างนี้ก็เพื่อให้หัวเราะกันสนุกมิได้ตั้งใจตอบจริง (ค) เด็กร้านอาหารตะโกนว่าหมายเลข 6 7 รับอาหาร ลูกค้าก็จะพูดว่า six seven แล้วก็หัวเราะ 

“six seven” จึงไม่มีความหมายอะไรชัดเจน มันเป็นเพียงคำพูดที่ไม่มีความหมายเพื่อความสนุกของกลุ่มวัยรุ่น โดยรู้กันในทีว่าคำแสลงทางโซเชียลนี้เป็นสิ่งที่น่าขบขัน พูดอีกอย่างก็คือเป็น inside joke (โจ๊กภายในกลุ่ม) ที่นิยมของคนในวัย Generation Alpha (อายุ 2-13 ปี) และ Generation Z (อายุ 14-29 ปี)

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เหตุใดคำที่ไม่มีความหมายนี้จึงเป็นที่นิยมได้อย่างกว้างขวาง? The Cambridge English Dictionary ให้ความหมายของ six seven ว่าเป็นคำอุทานแสดงอารมณ์ทางอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีความหมายที่แท้จริง ข้อสังเกตต่อไปนี้อาจช่วยตอบคำถามข้างบนได้ 

(ก) มันเป็นเรื่องตลกเพราะไม่มีอะไรตลกให้เล่าหรืออธิบาย ตัวอย่างเช่น หากผู้ใหญ่ได้ยินเด็กพูด six seven จึงถามเด็กกลุ่มนี้ว่า six seven หมายถึงอะไร คำถามนี้ก็จะทำให้เด็กหัวเราะกันใหญ่

(ข) มันทำให้รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน เมื่อเด็กคนหนึ่งพูดว่า six seven และเพื่อนก็ตอบพร้อมกัน นั่นก็คือการมีข้ออ้างอิงเชิงวัฒนธรรมร่วมกัน (คล้ายกับการเป็นแฟนคลับทีมฟุตบอลเดียวกัน ) หรือเป็นคนที่เข้าใจภาพ meme เหมือนกันจึงเป็นพวกเดียวกัน 

(ค) โลกโซเชียลมีเดียชอบการพูดซ้ำๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความหมาย คำสั้นๆ ที่ง่ายต่อการเลียนแบบ และเมื่อติดปากแล้ว คนพูดก็ไม่สนใจความหมายและที่มา

(ง) มันเป็นตัวอย่างว่าภาษาเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร วลีหรือคำที่คนนิยมไม่จำเป็นว่าดังเพราะตรรกะหรือมีประโยชน์เสมอไป บางครั้งจังหวะ อารมณ์ขัน ความแปลกใหม่ และอัตลักษณ์ของกลุ่มสำคัญกว่าความหมายที่อยู่ในพจนานุกรม

เมื่อผ่านกลางปี 2526 ความนิยมของ 6 7 ก็แผ่วลงไปมากในกลุ่มวัยรุ่นที่อายุมาก เชื่อว่าได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ถึงแม้จะยังมีใช้กันอยู่บ้างก็ตาม ปรากฏการณ์ “six seven” มิได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่สูญเสียความสามารถในการสื่อสารอย่างมีความหมาย

หากแต่เป็นตัวอย่างของวัตถุประสงค์ของการใช้ภาษาที่แปลกออกไป กล่าวคือผู้คนพูดกันโดยมิได้ตั้งใจสื่อสารข้อความ หากเล่นสนุกกัน ส่งต่อสัญญาณถึงกัน และมีความสุขจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มเดียวกัน

ในสังคมไทยก็มีการใช้คำว่า “Six Seven” อยู่บ้าง เช่น งานสัมมนา ”การเมืองไทยยุค Six Seven“ โดยมีความหมายไปในทำนองว่าเป็นยุคของความคลุมเครือ สิ้นหวัง ไม่มีอะไรแน่นอนชัดเจน เช่น ถึงเป็นยุคประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ผมเข้าใจว่า “Six Seven” ในที่นี้มีนัยที่แตกต่างออกไปจาก “six seven” ที่กล่าวถึงตอนต้น

ในภาษาอังกฤษมีสำนวนว่า “at sixes and sevens” ซึ่งหมายถึง “สถานการณ์ที่สับสน ไม่มีระเบียบ และไม่เป็นระบบ” ดังประโยคว่า “We are at sixes and sevens after hearing the Prime Minister’s answers.” (พวกเรารู้สึกสับสน งุนงง หลังจากที่ได้ยินคำตอบของนายกรัฐมนตรี)

ผมคิดว่าความหมายของไทยน่าจะเป็นการผสมระหว่างความหมายของ six seven ในตอนต้นกับสำนวนอังกฤษในตอนหลังนะครับ

การนำตัวเลขเข้าไปผสมในภาษาเพื่อสื่อความหมายนั้น ภาษาไทยเรามีอยู่ไม่น้อย เช่น “ไม่เต็มบาท” “เจ็ดชั่วโคตร” “สองต่อสอง” “สามวันดีสี่วันไข้” “ร้อยแปดพันเก้า” “จับปลาสองมือ” “สิบเบี้ยใกล้มือ” “สองจิตสองใจ” “ร้อยวันพันปี” “แปดเหลี่ยมสิบสองคม” “สองหน้า” “สิบแปดมงกุฎ” “ชายสามโบสถ์” ฯลฯ

ภาษาอังกฤษก็มีเช่นเดียวกัน “she is 10 (เธอสวยสุดๆ)” “24/7 (24 ชั่วโมง 7 วัน)” “The Eleventh Hour (ชั่วขณะสุดท้ายก่อนที่จะสายเกินไป)” “cloud nine (มีความสุขอย่างยิ่ง)” “101 (วิชาพื้นฐานทั่วไป)” “411 (ข้อมูลล่าสุด)” “10-4 (ข้อความได้รับเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าเข้าใจแล้ว)” ฯลฯ

Albert Einstein ให้ความเชื่อมต่อระหว่างตัวเลขกับสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตของมนุษย์ แต่วัดไม่ได้อย่างน่าคิดด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่ใช่ทุกสิ่งที่สามารถนับได้มีความสำคัญ และไม่ใช่ทุกสิ่งที่มีความสำคัญสามารถนับได้” (Not everything that can be counted counts, and not everything that counts can be counted.)