วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

การแก่ตัวของประชากรไทย (2)

ครั้งที่แล้ว ผมได้รวบรวมหมุดหมาย (milestones) ที่สำคัญเกี่ยวกับการแก่ตัวของประชากรไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (ตารางประกอบ)

การแก่ตัวของประชากรไทย (2)

ช่วงปี 1981-1990 ประชากรไทยยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการเจริญพันธุ์ของสตรีไทยจะลดลง คือสตรีหนึ่งคนมีบุตร 3.1 คนในปี 1981 ลดลงมาเหลือ 2.1 คนในปี 1990 แต่ก็ไม่ได้ทำให้จำนวนประชากรลดลง แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา การมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 2.1 คนแปลว่า ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ช่วงแรกของการแก่ตัวลงของประชากรไปแล้วเมื่อ 35 ปีที่แล้ว

จะเห็นได้ว่าในช่วงดังกล่าว จีดีพีของประเทศไทยขยายตัวได้สูงมากเกือบ 7.9% ต่อปี แม้ว่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญวิกฤติพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อสูง ตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างรุนแรง ตลอดจนประเทศไทยเองก็มีปัญหาภายในมากมาย เช่น การลดค่าเงินบาทและการปฏิวัติรัฐประหารบ่อยครั้ง

ช่วงต่อมาปี 1991-2005 ประชากรเริ่มแก่ตัวลง อัตราการขยายตัวของจีดีพีลดลงเหลือไม่ถึง 5% ต่อปีโดยเฉลี่ย เป็นช่วงที่ไทยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในปี 1997 แต่ก็มีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยบวก โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวไปได้ดี และไม่ได้มีมาตรการกีดกันทางการค้า หรือปัจจัยลบในเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากเท่ากับปัจจุบัน และเป็นช่วงที่การเมืองไทยมีเสถียรภาพ

มาถึงตรงนี้ ผมจึงได้นำโครงสร้างประชากรของไทยในปี 1991 กับปี 2005 มาเปรียบเทียบกันให้เห็นว่า การแก่ตัวของประชากรในช่วงแรกนั้นมีลักษณะอย่างไร ซึ่งในช่วงดังกล่าวอัตราการเจริญพันธุ์ของสตรีไทยลดลงไปอีกจาก 2.1 คนในปี 1991 มาเหลือเพียง 1.6 คนในปี 2005

การแก่ตัวของประชากรไทย (2)

จะเห็นได้ว่าในช่วง 1991-2005 จำนวนประชากรโดยรวมจะยังเพิ่มขึ้นอยู่ คือจากประชากรทั้งหมด 57.2 ล้านคนในปี 1991 มาเป็น 65.4 ล้านคนในปี 2005 แปลว่าขนาดของตลาดไทยโดยรวมยังขยายตัวทุกปี เพราะประชากรเพิ่มขึ้นกว่า 500,000 คนต่อปี

แต่จำนวนเด็กอายุ 0-14 ปีลดลงไป 3 ล้านคน ซึ่งในช่วงดังกล่าวอาจเป็นเรื่องดี เพราะทำให้โรงเรียนสามารถลดสภาพความแออัดลง และงบประมาณการศึกษาต่อหัวนักเรียนเพิ่มขึ้น 

ในขณะเดียวกัน แม้จะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นไปอีก 3 ล้านคน แต่อัตราพึ่งพาจำนวนผู้ที่อยู่ในวัยทำงานลดลง เพราะคนในวัยทำงานเพิ่มขึ้นอีกถึง 8.1 ล้านคน คือในปี 1991 มีสัดส่วนเด็กและผู้สูงอายุ 1 คน พึ่งพาคนวัยทำงาน 1.7 คน แต่ในปี 2005 สัดส่วนนี้เปลี่ยนมาเป็นสัดส่วนเด็กและผู้สูงอายุ 1 คน ต้องพึ่งพาคนในวัยทำงาน 2.1 คน กล่าวคือ ในช่วงดังกล่าวเศรษฐกิจไทยยังจะไม่ค่อยขาดแคลนแรงงาน

แต่ในช่วงต่อมาคือ 2005-2025 ที่อัตราการเจริญพันธุ์ปรับตัวลดลงอีก จาก 1.6 คนในปี 2005 มาเหลือ 1.2 คนในปี 2025 (ตัวเลขล่าสุด) ก็จะเห็นได้จากตารางว่า ประชากรไทยแทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในช่วง 20 ปีดังกล่าว ในขณะที่ประชากรของประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

การแก่ตัวของประชากรไทย (2)

ที่สำคัญคือ ประชากรในวัยทำงานของไทยลดลงถึง 2.3 ล้านคน จาก 44.2 ล้านคน มาเป็น 41.9 ล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้คือคนที่ผลิตสินค้าและบริการ และเป็นผู้ที่เสียภาษีให้กับภาครัฐเป็นหลัก

ดังนั้น แน่นอนว่าอัตราการพึ่งพาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากที่คนแก่และเด็ก 1 คนพึ่งพาคนทำงาน 2.1 คน ในปี 2005 ก็เหลือคนทำงานเพียง 1.7 คน ซึ่งช่วงนี้จะเห็นได้ว่า จีดีพีของไทยขยายตัวเพียงปีละ 2.4% โดยเฉลี่ย

สำหรับอนาคตนั้น ครั้งที่แล้วผมได้กล่าวไปแล้วว่า จำนวนประชากรโดยรวมของไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2021 อัตราการเกิดมีจำนวนน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต ตามตัวเลขที่กระทรวงมหาดไทยรายงาน (ภาพกราฟ) ซึ่งเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ว่า จำนวนประชากรของไทยจะเริ่มลดลงในปี 2029 กล่าวคือประชากรไทยเริ่มลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ประมาณ 8 ปี

การแก่ตัวของประชากรไทย (2)

จึงสามารถคาดการณ์ได้ว่า ประเทศไทยใน 15 ปีข้างหน้าจึงจะต้องเผชิญกับความท้าทายดังนี้

- จำนวนประชากรไทยจะลดลง ปีละ 100,000 คน     - ส่วนประชากรในวัยเด็ก จะลดลงปีละ 180,000 คน

- จำนวนประชากรในวัยทำงาน จะลดลงปีละ 300,000 คน   - จำนวนประชากรผู้สูงอายุ จะเพิ่มขึ้นปีละ 400,000 คน

ดังนั้น ไทยคงจะไม่ต้องกลัวเอไอจะมาทดแทนแรงงาน (เพราะเราจะขาดแคลนแรงงาน) แต่ประเด็นคือ จะทำอย่างไรให้แรงงานไทยมีศักยภาพที่จะเป็นผู้ผลิตเอไอในด้านหนึ่ง หรือเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการใช้เอไอ (ไม่ใช่ถูกเอไอทดแทน) ในอีกด้านหนึ่ง 

และจะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีพร้อมกับฐานะทางการเงินที่ดี แตกต่างจากฝรั่งเศสปัจจุบันที่รัฐบาลเก็บภาษี เท่ากับประมาณ 43.5% ของจีดีพี เพราะต้องจ่ายเงินบำนาญให้ผู้สูงอายุสูงถึง 15% ของจีดีพี และจ่ายเงินสวัสดิการอื่นๆ อีกประมาณ 10% ของจีดีพี โดยไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขอีก 9% ของจีดีพี ในขณะที่รัฐบาลไทยปัจจุบันเก็บภาษีได้เพียง 17% ของจีดีพี 

ที่เปรียบเทียบเช่นนี้ก็เพราะว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ 20.5 ล้านคน ใกล้กับจำนวนผู้สูงอายุที่มีอยู่ในฝรั่งเศสในวันนี้