ผมอ่านรายงานผู้สูงอายุไทย ฉบับล่าสุดคือปี 2567 ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย และยังมีการคาดการณ์จำนวนประชากรแบ่งตามอายุ เริ่มต้นจากปี ค.ศ.2025-2040 ดังปรากฏในตาราง
ดูเหมือนว่าจะมีการให้ตัวเลขจำนวนมากเกินไป แต่ผมคิดว่ารายละเอียดต่างๆ มีความสำคัญอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น หากดูจำนวนประชากรทั้งหมดจะเห็นว่า ทางการไทยคาดการณ์ว่า จำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุด ในปี ค.ศ.2029 (อีก 3 ปีจากวันนี้) ที่ 67.18 ล้านคน แต่จะเห็นได้ว่า จำนวนเด็ก (อายุ 0 ถึง 14 ปี) แต่ลดลงไปก่อนหน้าแล้ว คือจากปี ค.ศ.2025-2029 ลดลงไปแล้ว 572,000 คน
และคนในวัยแรงงาน (อายุ 15 ถึง 59 ปี) ลดลงไปแล้ว 1.441 ล้านคน แต่จำนวนคนสูงอายุ (อายุ 60 ปีและมากกว่า) เพิ่มขึ้นมากถึง 2.115 ล้านคน
จำนวนประชากรที่ปรับเพิ่มขึ้นและลดลงดังกล่าว สามารถนำไปเทียบกับจำนวนประชากรเชียงใหม่ คือ 1.8 ล้านคน เพื่อให้เห็นภาพว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ
ผ่านมาอีกเพียง 5 ปี คือปี ค.ศ.2034 จำนวนประชากรของไทยจะลดลงไปอีก 427,000 คน ลดลงกว่า 85,000 คนทุกปี ถามว่าลดลงไปมากไหม? ก็ต้องบอกว่า 427,000 คนนั้นมากกว่าจำนวนประชากรที่มีทะเบียนบ้านอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตทั้งจังหวัดที่ประมาณ 400,000 คน แต่ที่สำคัญคือจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นไปอีก 2.115 ล้านคน
และประเทศไทยจะเข้าไปเป็นประเทศสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged) เพราะจำนวนประชากรที่อายุ 60 และมากกว่า จะคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 28% ของประชากรทั้งหมด บางประเทศจะกำหนดคำนิยามของสังคมสูงวัยระดับสุดยอดว่า ประชากรอายุ 60 ปีและมากกว่าจะต้องเท่ากับ 30% ของประชากร
กรณีดังกล่าวไทยก็จะเข้าข่ายเป็นประเทศสังคมสูงวัยระดับสุดยอดอยู่ดีในปี 2581 แต่เมื่อผมกลับไปเปรียบเทียบกับข้อมูลประชากรของกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ก็พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
คือ ข้อมูลของกรมการปกครองระบุว่า จำนวนประชากรของไทยนั้นเพิ่มขึ้นสูงสุดไปนานแล้วตั้งแต่ปี 2563 ที่ 66.187 ล้านคน และลดลงตามลำดับมาเป็น 66.171 ล้านคนในปี 2564 ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะการระบาดของโควิด 19
แต่เมื่อตรวจสอบตัวเลขในปีต่อๆ ไปก็พบว่าจำนวนประชากรมีแต่ลดลง เช่น ปี 2565 เท่ากับ 66.090 ล้านคน ปี 2567 ลดลงไปเป็น 65.951 ล้านคน และ 65.809 ล้านคนในปี 2568
ทั้งนี้เพราะจากข้อมูลการแจ้งเกิด มีจำนวนต่ำกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างมาก เห็นได้จากรูปกราฟ โดยข้อมูลล่าสุดนั้น ในปี 2568 มีจำนวนแจ้งเกิดเท่ากับ 416,574 คน และเสียชีวิต 559,684 คน
กล่าวคือ จำนวนประชากรไทย ณ วันนี้ น่าจะไม่ใช่ 67.143 ล้านคน ดังที่ปรากฏในตารางแรก แต่อาจต่ำกว่าคือ ประมาณ 65.65 ล้านคน หรือลดลงประมาณ 1.5 ล้านคน
และที่สำคัญคือ ประชากรเริ่มลดลงไปนานแล้วตั้งแต่ปี 2564 ไม่ใช่จะเริ่มต้นลดลงในปี 2572 หรือลดลงเร็วกว่าคาดการณ์ถึง 8 ปี ดังนั้น การเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดของไทยอาจไม่ต้องรอถึง 2577 แต่อาจจะมาถึงภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
แล้วการเป็นประเทศสังคมสูงวัยระดับสุดยอดมีผลอย่างไร? ผมได้สั่งให้ เอไอ ไปรวบรวมข้อมูลการขยายตัวของจีดีพีของประเทศสังคมสูงวัยระดับสุดยอดที่มีอยู่ในคลังข้อมูลของธนาคารโลก ซึ่งมีทั้งหมด 17 ประเทศ มาสรุปให้เห็นว่า จีดีพีของประเทศดังกล่าวนั้นเฉลี่ยขยายตัวเท่าไหร่ในช่วงปี 2561-2568 สรุปได้ดังนี้
- การขยายตัวของจีดีพีต่อปีของทั้ง 17 ประเทศ เฉลี่ยเท่ากับ 1.71%
- ใน 17 ประเทศดังกล่าว แบ่งออกเป็นประเทศที่มีรายได้สูง 13 ประเทศ และประเทศที่มีรายได้ปานกลาง 4 ประเทศ
- จีดีพีของประเทศที่มีรายได้สูงขยายตัวโดยเฉลี่ยปีละ 0.5% ถึง 1.5% ซึ่งรวมถึง ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ อิตาลี และฟินแลนด์ เป็นต้น
- สำหรับประเทศที่มีรายได้ปานกลางนั้น เซอร์เบียมีจีดีพีที่ขยายตัวสูงถึง 3.58% ต่อปี แต่ประเทศลัตเวีย จีดีพีขยายตัวต่ำเพียง 1.4% ต่อปี
ดังนั้น การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวปัจจุบัน 2.0% ถึง 2.5% ต่อปี จึงอาจจะไม่ใช่อะไรที่ผิดปกติมากนักสำหรับประเทศที่ใกล้จะเข้าข่ายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด
ตรงกันข้าม ผมได้รวบรวมหมุดหมาย (milestones) ที่สำคัญเกี่ยวกับการแก่ตัวของประชากรไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากตาราง สัปดาห์หน้าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไปครับ





