วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำลด แต่ธุรกิจยังล้ม ปรับระบบนิเวศ SME รับมือภัยพิบัติ

น้ำลดแล้ว แต่ความเสียหายยังคงอยู่ เหตุน้ำท่วมในหลายพื้นที่รวมถึงเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการประเมินว่า ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างน้อย 1,315 รายซึ่งเกือบร้อยละ 90 เป็น SME

โดยมีความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน

แม้หลายหน่วยงานจะออกมาตรการช่วยเหลือค่อนข้างเร็ว ไม่ว่าจะเป็น มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย วงเงินฉุกเฉินสำหรับซ่อมแซมและฟื้นฟูกิจการ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเสริมสภาพคล่องและลงทุนจากหลายธนาคาร รวมถึงโครงการ Rebuild SMEs เพื่อประเมินและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการเห็นว่า สิ่งที่ขาดคือ “เส้นทาง” ที่จะเชื่อมไปถึงความช่วยเหลือที่เหมาะสมได้ง่ายและต่อเนื่อง ในช่วงวิกฤติ SME ต้องการระบบที่สามารถตอบได้ว่า ธุรกิจของพวกเขามีปัญหาอะไร และควรได้รับความช่วยเหลือด้านไหน 

แต่เนื่องจากความต้องการของ SME แต่ละรายแตกต่างกัน จึงควรจัดชุดความช่วยเหลือตามสถานการณ์ของกิจการ โดยนำเครื่องมือที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่แล้วมาต่อกันให้เป็น “เส้นทางการฟื้นตัว” ที่สำคัญการช่วย SME หลังน้ำท่วมควรมีเป้าหมายที่ชัดกว่าการเบิกจ่ายเงินหรืออนุมัติสินเชื่อ

“สวนสยาม” เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพนี้ได้ชัด กิจการต้องหยุดให้บริการเป็นเวลานาน ขณะที่ต้นทุนของธุรกิจทั้งค่าจ้างพนักงาน การดูแลสถานที่และภาระทางการเงิน ยังคงเกิดขึ้น ผู้บริหารประเมินว่าการฟื้นฟูอาจต้องใช้เงินมากกว่า 500 ล้านบาท และระบุว่าความเร็วในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหลังน้ำลดจะมีผลโดยตรงต่อการกลับมาเปิดให้บริการ 

ทว่าในทางปฏิบัติ เงินทุนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทางฟื้นฟู ธุรกิจยังต้องประเมินและซ่อมแซมเครื่องเล่นและระบบสาธารณูปโภค ตรวจสอบความปลอดภัย เตรียมบุคลากร และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกครั้ง

กรณีนี้จึงสะท้อนว่า การช่วยเหลือหลังภัยพิบัติไม่ควรจบลงเมื่ออนุมัติสินเชื่อหรือจ่ายเงินเยียวยา แต่ต้องมองต่อไปจนถึงวันที่กิจการสามารถกลับมาเปิดและสร้างรายได้ได้อีกครั้ง

หรือในกรณีของโรงงานขนาดเล็กอาจต้องการอีกเส้นทางหนึ่ง ตั้งแต่ประเมินความเสียหายของเครื่องจักร เงินลงทุนเพื่อซ่อมแซม การตรวจความปลอดภัย ไปจนถึงการช่วยเชื่อมกลับเข้าสู่ supply chain

ความช่วยเหลือเหล่านี้บทบาทอาจอยู่คนละหน่วยงาน แต่ในมุมของผู้ประกอบการ ปัญหาเดียวกัน นั่นคือ “ทำอย่างไรให้กิจการกลับมาเปิดได้” หากระบบของรัฐยังแบ่งการทำงานตามขอบเขตของแต่ละหน่วยงาน ขณะที่ปัญหาของ SME ไม่ได้แบ่งตามกระทรวงหรือกรม การส่งต่อระหว่างหน่วยงานจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การออกมาตรการใหม่

น้ำท่วมยังทำให้เห็นช่องว่างเรื่อง “ข้อมูล”

อีกเรื่องที่ภัยพิบัติทำให้เห็นชัดคือ การขาดข้อมูลที่ทำให้รู้ว่า SME ที่ได้รับผลกระทบอยู่ตรงไหน เป็นธุรกิจประเภทใด ต้องการความช่วยเหลืออะไร และหลังจากได้รับความช่วยเหลือแล้วกลับมาดำเนินธุรกิจได้หรือไม่

ปัจจุบันแต่ละหน่วยงานมีข้อมูลของตัวเอง เช่น ธนาคารรู้จักลูกหนี้ หน่วยงานส่งเสริมรู้จักผู้ที่เคยเข้าโครงการ หน่วยงานทะเบียนรู้ว่าธุรกิจตั้งอยู่ที่ไหน ขณะที่หน่วยงานด้านภัยพิบัติรู้ว่าพื้นที่ใดกำลังถูกน้ำท่วม

หากข้อมูลเหล่านี้ทำงานแยกกัน ระบบก็ต้องรอให้ผู้ประกอบการเป็นฝ่ายเดินเข้ามาแสดงตัวว่าเดือดร้อน แต่ถ้าข้อมูลบางส่วนสามารถเชื่อมกันได้ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้เห็นภาพสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น

เมื่อทราบว่าพื้นที่ใดน้ำท่วม รัฐสามารถรู้ได้ทันทีว่ามีธุรกิจประเภทใดอยู่ในพื้นที่นั้นจำนวนเท่าใด จากนั้นจึงส่งข้อมูลมาตรการที่เหมาะสมไปยังผู้ประกอบการ หรือติดต่อกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงก่อนที่ปัญหาสภาพคล่องจะกลายเป็นปัญหาหนี้ นี่คือการเปลี่ยนจากระบบที่รอให้ SME “มาขอความช่วยเหลือ” ไปเป็นระบบที่สามารถ “เข้าไปหาก่อน” จากเชิงรับเป็นเชิงรุก

ความสำเร็จไม่ควรวัดแค่ว่าช่วยไปกี่ราย

ท้ายที่สุด ถ้าเป้าหมายคือการฟื้นธุรกิจ วิธีวัดความสำเร็จก็ควรเปลี่ยนตามไปด้วย จำนวน SME ที่ได้รับสินเชื่อ วงเงินที่อนุมัติ จำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับการพักหนี้ หรือจำนวนครั้งที่ให้คำปรึกษา ล้วนเป็นข้อมูลที่จำเป็น แต่ยังตอบไม่ได้ว่า SME ฟื้นตัวหรือไม่

สิ่งที่ควรพิจารณาคือ หลังน้ำลดหนึ่งเดือน ร้านเปิดกลับมาได้กี่แห่ง หลังสามเดือนรายได้กลับมาแค่ไหน ลูกจ้างยังมีงานทำหรือไม่ และหลังหกเดือนมีธุรกิจกี่รายที่ยังอยู่รอด

หากพบว่ามี SME จำนวนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือครบทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายยังต้องปิดกิจการ นั่นคือข้อมูลสำคัญที่ระบบต้องเรียนรู้ว่าอะไรยังขาดหายไป

ในทางกลับกัน หากรู้ว่าธุรกิจแบบใดได้รับความช่วยเหลือประเภทใดแล้วสามารถกลับมาเปิดได้เร็ว ข้อมูลนี้ก็สามารถนำไปใช้กับภัยพิบัติครั้งต่อไปได้

ระบบนิเวศที่ดีต้องช่วยเตรียมแผนฯ แต่ก่อนน้ำมา

น้ำท่วมอาจเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉิน แต่สำหรับ SME การรับมือภัยพิบัติไม่ควรเริ่มในวันที่น้ำเข้าร้าน

ก่อนเกิดภัย ภาครัฐสามารถสนับสนุนให้ธุรกิจมีแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจหรือที่เรียกว่า Business Continuity Plan (BCP) แบบง่ายที่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก ที่ระบุว่าต้องทำอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ ใครเป็นคนตัดสินใจและต้องมีการซ้อมรับมือตามแผนดังกล่าว ไปจนถึงการมีข้อมูลและเอกสารสำคัญสำรองในระบบดิจิทัล เข้าถึงประกันภัยที่เหมาะสม

เมื่อเกิดภัย ภาครัฐควรเชื่อมโยงแผนดังกล่าวเข้ากับการบรรเทาภัยพิบัติในพื้นที่ โดยลดภาระการพิสูจน์และยื่นเอกสารให้มากที่สุด เพื่อให้ SME ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะกับปัญหาในช่วงเวลานั้น และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ความช่วยเหลือต้องเดินต่อจากการเยียวยา ไปสู่การซ่อมแซม เติมทุน พัฒนาธุรกิจ และหาตลาด

ถึงแม้เราอาจมีสินเชื่อ มีเงินค้ำประกัน มีที่ปรึกษา มีระบบช่วยเหลือพัฒนากิจการ (BDS) มีหน่วยงานช่วยตลาด และมีฐานข้อมูลอยู่แล้วหลายส่วน แต่สิ่งที่ยังต้องทำให้ดีขึ้นคือ การทำให้เครื่องมือเหล่านี้ “เชื่อมต่อ” และเดินไปพร้อมกับผู้ประกอบการตั้งแต่วันที่ได้รับผลกระทบจนถึงวันที่กลับมาดำเนินธุรกิจได้

เพราะสำหรับเจ้าของร้านที่กำลังล้างโคลนออกจากพื้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าประเทศไทยมีมาตรการช่วยเหลือ SME กี่โครงการ แต่คือ เขารู้หรือไม่ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน มีใครพาไปยังขั้นต่อไป และสุดท้ายแล้วมาตรการของภาครัฐจะช่วยให้ร้านของเขากลับมาเปิดได้จริงหรือไม่ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา “การพัฒนาเครื่องมือวัดความสำเร็จในการส่งเสริม SME” ของ สสว. และ TDRI