“วิทัย” ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นแต่ยังโตไม่ทั่วถึง สะท้อน K-Shape ชัดเจน ทั้งธุรกิจ AI-ธุรกิจทั่วไป รายใหญ่-เอสเอ็มอี และรายได้สูง-ต่ำ หลังสินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส เข้าถึงสินเชื่อในระบบต่ำกว่ารายใหญ่ เปิด 4 กลไก Credit Boost–Alternative Data–Credit Portal หวังปลดล็อกสินเชื่อกลุ่มมีศักยภาพ
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย Keynote Speech | Thailand’s New Crossroad สร้างอนาคตพลิกโฉมประเทศ ในงาน Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แม้การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยดูแลเศรษฐกิจในภาพกว้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นตัวเหนี่ยวรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศได้
ธปท.จึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา 4 ด้าน ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME การเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม ทั้งอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม รวมถึงการจัดการเส้นทางเงินเทาและการคอร์รัปชันที่ผ่านระบบสถาบันการเงิน โดยต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและ ธปท.
- เศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ยังโตไม่ทั่วถึง
วิทัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 2.3% ดีขึ้นจากช่วงเริ่มต้นสงครามในเดือนมีนาคมที่เคยมีความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจโตเพียง 1.5% จากความเสี่ยงด้านพลังงาน เนื่องจากไทยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 60% และไม่มี Strategic Reserves ของประเทศอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ไทยสามารถปรับตัวด้วยการใช้พลังงานรูปแบบอื่น ลดการใช้น้ำมัน และจัดหาแหล่งน้ำมันจากภูมิภาคอื่น เช่น อเมริกา ทำให้ลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางลงได้มาก
ด้านเงินเฟ้อ จากเดิมที่เคยคาดว่าจะอยู่ที่ 3% กว่า ปรับลงมาเป็น 2.8% ในการประชุม กนง.เดือนมิถุนายน และปัจจุบันคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 2% ต้นๆ กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3%
ซึ่งเงินเฟ้อไทยแตกต่างจากหลายประเทศ เพราะก่อนเกิดสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ เงินเฟ้อไทยติดลบ 0.8% ขณะที่ประเทศอื่นอยู่ที่ 2-4% ไทยจึงไม่ได้มีปัญหาเงินเฟ้อจากอุปสงค์ เพราะเศรษฐกิจและการบริโภคไม่แข็งแรง แต่เป็นเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน เช่น น้ำมันและอาหาร ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเหมือนหลายประเทศ
ขณะที่ เครื่องยนต์เศรษฐกิจปีนี้ประกอบด้วยการส่งออกที่คาดว่าจะโต 17-18% การลงทุนภาคเอกชนประมาณ 12% และการบริโภคภาคเอกชนประมาณ 3% โดยการบริโภคมีน้ำหนักถึง 70% ของ GDP และช่วยหนุน GDP ประมาณ 1.5%
ส่วน FDI ซึ่งเป็นตัวเลขการลงทุนจริง ไม่รวมยอดอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของ BOI ทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี สอดคล้องกับ Investment Led Growth แต่การส่งออกสุทธิยังติดลบต่อ GDP เนื่องจากไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์เพื่อการผลิตและการลงทุนในสัดส่วนสูง
- ผ่า K-Shape 3 ชั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขการส่งออกและการลงทุนจะเติบโต แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีลักษณะ K-Shape โดยเห็นความแตกต่างใน 3 กลุ่มสำคัญ
กลุ่มแรกคือธุรกิจ AI กับธุรกิจทั่วไป โดยการเติบโตของการส่งออกกระจุกตัวในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ PCB และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ยอดส่งเสริมการลงทุนช่วงหลังมากกว่าครึ่งเป็นธุรกิจ AI-related
ผู้ผลิตเพียง 1% และผู้ส่งออกเพียง 1% หรือประมาณ 80 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นบริษัทต่างชาติ 57 ราย ควบคุมการส่งออกกลุ่ม AI-related ถึง 82% ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานสั้นกว่าอุตสาหกรรมเดิม และมีการใช้ Import Content สูงขึ้น
กลุ่มที่สองคือธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME โดยหากกำหนดรายได้ปี 2005 เป็นฐาน 100 รายได้ของธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 300 ขณะที่ SME เพิ่มขึ้นเพียง 200
สินเชื่อ SME หดตัวติดลบต่อเนื่อง 16 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่กลับมาเป็นบวก โดย SME ที่มีศักยภาพดีที่สุด 30% แรกเข้าถึงสินเชื่อในระบบเพียง 21% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ 63%
สิ่งที่น่ากังวล คือ SME ที่เพิ่งจัดตั้งในช่วง 5-10 ปีแรกยังประสบปัญหาการขอสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงจากประวัติการจัดตั้งบริษัทมากกว่าความสามารถในการทำกำไรจริง
กลุ่มที่สามคือผู้มีรายได้สูงกับรายได้น้อย โดยผู้มีรายได้น้อยมีรายได้เฉลี่ย 8,900 บาทต่อเดือน แต่มีรายจ่าย 7,700 บาท ยังไม่รวมภาระหนี้ ขณะที่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนถึง 30% มีปัญหาการชำระหนี้ ทั้ง NPL และกลุ่มเปราะบาง และมี Reject Rate สูงถึง 63%
- SME หดตัว ฉุดศักยภาพเศรษฐกิจ
ซึ่ง วิกฤตเศรษฐกิจในแต่ละช่วงสร้าง Scarring Effect ทำให้ศักยภาพการเติบโตของไทยลดลงต่อเนื่อง จากก่อนวิกฤตปี 2540 ที่เติบโตเฉลี่ย 7.3% หลังวิกฤตต้มยำกุ้งลดเหลือ 5.3% หลังวิกฤตการเงินโลกลดเหลือ 3.7% และหลังโควิดลดเหลือ 2.4% ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 2.3%
ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของ SME ที่มีต่อการเติบโตลดลง โดยก่อนโควิด GDP เติบโตเฉลี่ย 3.5% มาจากธุรกิจขนาดใหญ่ 1.6% และ SME 1.9% แต่หลังโควิด GDP โตเฉลี่ย 2.4% โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีส่วน 1.6% เท่าเดิม ขณะที่ SME ลดลงเหลือ 1%
SME มีจำนวน 99.5% ของสถานประกอบการทั้งหมด หรือกว่า 3 ล้านราย จ้างงาน 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 70% ของการจ้างงานประเทศ และสร้าง GDP ประมาณ 1.73 ล้านล้านบาทต่อไตรมาส หรือ 35% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม มองว่า การช่วยเหลือ SME ไม่สามารถทำได้ทุกราย ต้องเลือกกลุ่มที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่ม 38% บนที่ยังมีกำไรและมีรายได้เติบโต ขณะเดียวกัน SME ต้องปรับตัวด้วย ไม่สามารถพึ่งพาสินเชื่อเพียงอย่างเดียว
โดยเฉพาะธุรกิจ Trading หรือ B2C ที่เผชิญการแข่งขันจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และผู้ผลิตบางรายที่มีต้นทุนสูงกว่าสินค้านำเข้าจากจีน จำเป็นต้องปรับกระบวนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- เปิด 4 กลไกแก้ปัญหาสินเชื่อ SME
สำหรับ การแก้ปัญหาสินเชื่อ SME ต้องดูทั้ง Credit Cost และ Funding Cost โดย NPL ของ SME อยู่ที่ 9.5% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ 2% จึงมีการวางกลไกสำคัญ 4 ด้าน
หนึ่ง ลดต้นทุนการตรวจเครดิตบูโร โดยให้เจ้าของข้อมูลสามารถตรวจเครดิตบูโรเพื่อขอสินเชื่อได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง
สอง Credit Boost นำเงินที่ธนาคารพาณิชย์ส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ หรือ FIDF จำนวน 46 สตางค์ มาจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อสร้างกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่โดยไม่พึ่งงบประมาณภาครัฐ
หลังทดสอบปล่อยสินเชื่อ 80,000 ล้านบาทภายใน 6-8 เดือน จะยกระดับเป็นโครงสร้างถาวร 5 ปี เริ่มไตรมาส 1 ปีหน้า ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 100,000 ล้านบาทต่อปี จากสินเชื่อ SME ใหม่รวมประมาณ 400,000 ล้านบาทต่อปี โดยมุ่งกลุ่ม 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายและ SME ที่มีศักยภาพ
สาม Alternative Data Exchange Bureau เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท. และสมาคมธนาคารไทย เพื่อรวบรวมข้อมูลทางเลือก เช่น Payment การช้อปปิ้ง บัญชีเงินฝาก Statement เครดิตบูโร ค่าน้ำ ค่าไฟ และข้อมูลการจดทะเบียน เพื่อนำมาใช้ยืนยันรายได้แทนสลิปเงินเดือน
ระบบนี้มุ่งช่วยกลุ่ม Underserved เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และ SME ขนาดเล็ก โดยผู้กู้ยืนยันตัวตนผ่าน NDID หรือ ITMX แล้วส่งข้อมูลตรงไปยังสถาบันการเงินที่ผู้กู้ร้องขอ โดยไม่มีการจัดเก็บข้อมูลไว้ที่ศูนย์กลาง
สี่ Credit Portal เว็บไซต์กลางที่ ธปท.เป็นเจ้าภาพ เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมของข้อมูลระหว่างผู้กู้กับสถาบันการเงิน เปิดโอกาสให้ SME ที่มีศักยภาพ มีหลักประกัน หรือมีประวัติการชำระหนี้ดี ได้พบกับผู้ให้สินเชื่อรายใหม่ และเกิดการแข่งขันด้านการรีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม
โดย Credit Portal มีกำหนดเปิดตัวในเดือนธันวาคม และขยายผลเต็มรูปแบบในไตรมาส 1 ปีหน้า
การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต้องทำให้กลไกทางการเงินสามารถเข้าถึงกลุ่มที่มีศักยภาพได้มากขึ้น โดยเฉพาะ SME ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่กำลังเผชิญทั้งปัญหาสินเชื่อหดตัวและต้นทุนความเสี่ยงที่สูง ขณะที่การแก้ปัญหาต้องดำเนินไปพร้อมกับการปรับตัวของภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น





