วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

'SME D Bank' รับน้ำท่วมซ้ำเติมเอสเอ็มอี เร่งลดดอกเบี้ย-พักหนี้ ก่อนเป็น NPL

"SME D Bank" เผยน้ำท่วมซ้ำเติมเอสเอ็มอีกลุ่มเปราะบาง ฉุดยอดขายร่วง-ขนส่งกระทบหนัก เร่งออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ พักหนี้สูงสุด 12 เดือน และลดดอกเบี้ยชั่วคราว ประคองลูกหนี้กว่า 10,000-20,000 ราย ไม่ให้ตกชั้นเป็นหนี้เสีย

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สามารถปล่อยได้แล้วกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 8 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในช่วงที่เหลือของปีนั้นค่อนข้างมีความท้าทาย จากสถานการณ์ภาพรวมเอสเอ็มอีในปัจจุบันมีลักษณะคล้าย "ธุรกิจซอมบี้" ที่ทำได้เพียงประคองตัวให้อยู่รอด

ขณะเดียวกัน ยังถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมการค้าและการขายในพื้นที่ต่างจังหวัดกว่า 30 จังหวัด เผชิญความยากลำบากอย่างหนัก เนื่องจากปัญหาด้านโลจิสติกส์และการขนส่งติดขัด ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเป็นทุนเดิม เมื่อเจออุทกภัยซ้ำเติมจึงส่งผลกระทบต่อยอดขายและดึงกำลังซื้อในตลาดลงอย่างรุนแรง

นายพิชิต กล่าวว่า SME D Bank ได้เข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ประสบภัยน้ำท่วมซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 55 จังหวัด โดยเน้นการเข้าหาลูกหนี้อย่างรวดเร็วเพื่อตรวจเช็คและปรับโครงสร้างหนี้โดยไม่ใช้ระบบอัตโนมัติ แต่เปิดให้ลูกหนี้แสดงความประสงค์เข้ามา (Walk-in) เนื่องจากลูกหนี้บางส่วนที่ยังมีกำลังจ่ายไม่ต้องการพักหนี้

สำหรับมาตรการดูแล แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ประกาศภัยพิบัติ ปภ. สามารถ พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยได้สูงสุด 12 เดือน และกลุ่มที่ประสบปัญหาน้ำหลากชั่วคราวซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ ปภ. ธนาคารจะช่วย ลดสัดส่วนการจ่ายดอกเบี้ยลงเหลือเพียง 20-50% เพื่อบรรเทาภาระสภาพคล่อง

 

ประคองกลุ่มเปราะบาง 20,000 รายไม่ให้ตกชั้น NPL

ในส่วนของสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7.5% ลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปีก่อนที่อยู่ที่ 7.9% โดยหากแยกโครงสร้างพอร์ตหนี้จะพบว่า หนี้ใหม่ที่ปล่อยหลังปี 2558 มีสัดส่วน NPL ต่ำเพียง 2.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกำลังเร่งประคองกลุ่มลูกหนี้เปราะบางกว่า 10,000 -20,000 ราย ที่จ่ายหนี้ได้ไม่เต็มจำนวน ไม่ให้กลายเป็น NPL เนื่องจากหากลูกหนี้ตกเป็น NPL จะมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นมาก และถูกบันทึกประวัติในเครดิตบูโรซึ่งจะเก็บข้อมูลสะสมนานถึง 8 ปี ทำให้ยากต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต