วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ฆาตกรรม’ สสส. และ TPBS

รัฐบาลจะยกเลิกจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบเพิ่มอีก 2% จากยอดรวมภาษีสุราและยาสูบที่จัดเก็บได้ (ภาษี 100 ล้านบาทก็เก็บเพิ่มอีก 2 ล้าน และกันจำนวนนี้ไว้เป็นพิเศษ)

โดยจัดสรรให้เป็นรายได้เฉพาะของกองทุนสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และลามไปถึงการยกเลิกจัดเก็บภาษีนี้เพิ่มอีก 1.5% และจัดสรรเฉพาะให้แก่ TPBS ด้วย 

ยังไม่หมดมีการยกเลิกการจัดเก็บเพิ่ม 2% ให้เป็นรายได้ของกองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติอีกด้วย ทั้งหมดนี้อ้างว่าต้องการให้เกิด “วินัยการคลัง” กล่าวคือเงินเหล่านี้ควรมารวมแหล่งเดียวกันก่อนแล้วจึงจัดสรรให้ตามความจำเป็น 

ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นก็คือการเลิกสิ่งที่เรียกว่า earmarked taxes เหล่านี้ ทำให้ภาระการเงินของรัฐที่ย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งแย่ลง เพราะเงินภาษีจากสี่ earmarked taxes นี้รวมกัน 14,000 ล้านบาทจะหายไป และต้องไปรีดเงินจำนวนเดียวกันจากงบประมาณหากยังคงรักษางานของ 4 กองทุนเหล่านี้ไว้ ซึ่งรัฐบาลก็มิได้กล่าวว่าขาดประสิทธิภาพหรือด้อยผลงานจนต้องยุบเลิกแต่ประการใด 

หากขาด earmarked taxes สี่อย่างนี้ ผู้ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการขาดเงินสนับสนุนด้านสุขภาพและการมีเสรีภาพในการรับข่าวสารคือประชาชนทั่วไป นอกจากนั้นก็ได้แก่ผู้สูงวัยและนักกีฬา

การเก็บภาษีและจัดสรรให้เป็นรายได้ เพื่อวัตถุประสงค์หรือกองทุนหนึ่งดังที่เรียกกันว่า earmarked tax เป็นเรื่องที่นิยมกระทำกันแพร่หลายทั่วโลก มีตั้งแต่เก็บเพิ่มพิเศษเพื่อสะสมเป็นรายได้จัดกีฬาระดับประเทศ หรือเป็นกองทุนสวัสดิการสังคม หรือเอาไว้รักษาระดับราคาน้ำมัน (กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงานของบ้านเราก็อาจถือว่าได้เงินจากลักษณะของ earmarked taxes)

“วินัยการคลัง” ของประเทศนั้นมาจากเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือรายได้หรือภาษีและค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ อีกด้านหนึ่งคือรายจ่าย “วินัย” จึงต้องพิจารณารายได้และรายจ่ายประกอบกัน การมองแต่ด้านรายได้หรือภาษีด้านเดียวโดยไม่พิจารณาด้านพฤติกรรมรายจ่ายประกอบด้วยจึงไม่ใช่ “วินัยการคลัง” 

การสักแต่ว่าพยายามรวมรายได้ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันแต่จัดสรรรายจ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เช่น แจกๆๆๆ เพื่อหาเสียง จึงมิใช่การสร้างวินัยการคลัง เพื่อความยั่งยืนและมั่นคงด้านการคลังของประเทศแต่อย่างใด

การยกเลิก earmark taxes ดังกล่าวจะทำให้บุหรี่เหล้ามีราคาถูกลงและการบริโภคเหล้าและบุหรี่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาจากความเจ็บป่วยและผลกระทบด้านลบต่อสังคมเพิ่มขึ้น รัฐต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลและเสียเงินในการเยียวยาปัญหาสังคมเพิ่มมากขึ้น ทั้งโลกพยายามเก็บภาษีบุหรี่และเหล้าสูงขึ้นแต่เรากำลังสวนทาง

ภาษีบุหรี่และเหล้านั้นเป็นที่นิยมเก็บกันในเกือบทุกประเทศในโลก ซึ่งเรียกกันว่า ภาษีบาป (sin taxes) เพราะสองสินค้านี้ก่อให้เกิดภาระแก่สังคม ถ้าเป็นบุหรี่ก็สร้างควันบุหรี่มือสองให้คนอื่นสูดเข้าไปและเจ็บป่วยนอกเหนือจากตนเองเจ็บป่วยแล้ว ส่วนเหล้านั้นร้ายแรงเพราะสามารถเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ทำให้คนอื่นบาดเจ็บ พิการและตาย 

นอกจากทำให้เป็นปัญหาสุขภาพส่วนตัวจนเป็นภาระแก่รัฐในการรักษาพยาบาลแล้ว ยังทำให้การตัดสินใจผิดพลาดจนก่อให้เกิดปัญหาสังคมและความรุนแรงอยู่บ่อยๆ 

เศรษฐศาสตร์เรียกผลเสียจากการสูบบุหรี่และผลเสียจากเหล้าดังกล่าวว่า “ผลกระทบภายนอกที่เป็นลบ” (negative externalities) รัฐต้องมีบทบาทเข้าไปแทรกแซง เพื่อแก้ไขและพยายามจำกัดผลเสียที่เกิดขึ้น (ดังที่เรียกว่า internalize) ให้มีการบริโภคสองสิ่งนี้น้อยลงด้วยการทำให้ราคาสูงขึ้น (อีกทั้งสร้างความเป็นธรรมในภาษาตลาด)

วิธีการก็คือเก็บภาษีบาป ใครบริโภคมาก สร้างมลภาวะมาก คนนั้นก็ต้องจ่ายมาก ลดหลั่นกันไป และรายได้จากภาษีที่เก็บได้ก็เอาไปใช้เยียวยาและป้องกันผลเสียที่เขาได้สร้างขึ้นในสังคม สรุปหลักสำคัญก็คือ ภาษีบาปทำให้ทั้งสองสิ่งมีราคาสูงขึ้นจนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบริโภคน้อยลง

การเก็บภาษีบาปตรงกับหลักการที่เรียกว่า “Polluters Pay” กล่าวคือใครปล่อยมลพิษคนนั้นก็ต้องเป็นคนจ่าย ดังเช่นกรณีของการปล่อยน้ำเสีย (ที่ทำให้สะอาดแล้วในระดับหนึ่ง) จากโรงงาน หากปล่อยลงแม่น้ำก็ถูกเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมตามปริมาณที่ปล่อยลงไป วิธีการนี้เป็นไปเช่นเดียวกับการเก็บ “ภาษีบาป” นั่นเอง

earmarked tax ที่เก็บเพิ่มอีก 2% ของรายได้จากภาษีจากสุราและบุหรี่ และส่งให้ สสส. โดยตรง จึงตรงกับหลักการนี้ ดังนั้น จึงมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์สนับสนุนอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ทำให้เกิดความแน่นอนของรายได้เข้ากองทุนทุกปี จนสามารถปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะช่วย “ซ่อม-สร้าง-เสริม” ทรัพยากรในด้านสุขภาพที่กระจัดกระจายและไม่เพียงพอได้เป็นอย่างดี วิธีการนี้สามารถสร้างประสิทธิภาพได้มากกว่ารับเงินจากงบประมาณ ซึ่งเปิดโอกาสให้การเมืองแทรกแซงและขาดความแน่นอน

ประเด็นการเมืองนี้ตรงกับการจัด earmarked tax ให้ TPBS หากปล่อยให้ TPBS รับเงินจากงบประมาณตามที่รัฐบาลเห็นสมควรแล้วก็จะมีโอกาสถูกบีบจนเป็นแมวเชื่องได้ และจะไม่มีกระบอกเสียงต่อสู้ให้ประชาชน เราจำอดีตกันได้ไหม iTV (บิดาของ TPBS ) เกิดจากการที่ประชาชนขาดข่าวสารข้อมูลเพราะสื่อขาดเสรีภาพ ดังนั้น การดำรงอยู่ของ TPBS จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง

หากจะพยายามรวบรวมรายได้เข้าคลัง (ไม่ว่าจาก “ถังแตก” หรือจากข้ออ้างวินัยการคลังหรือ วัตถุประสงค์แอบแฝง) ทั้งหมดก่อนจัดสรรแล้วรัฐบาลคงเหนื่อยมาก เพราะเป็นไปไม่ได้เนื่องจากยังมีอีกมากมายและละเอียดอ่อน เช่น ค่าธรรมเนียมการศึกษาของมหาวิทยาลัยของรัฐ (ไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี) รายได้ของกองทุนหมุนเวียน เงินนอกงบประมาณ รายได้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ 

ถ้าจะทำกันให้เห็นผลจริงๆ ในด้านวินัยการคลังแล้ว การดูแลด้านรายจ่ายโดยเฉพาะที่รั่วไหลจากคอร์รัปชันนั่นแหละสำคัญเป็นที่สุด