สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบข้อบกพร่องในการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอส และสั่งให้เรียกคืนเงินค่าเสียหายรวมกว่า 85 ล้านบาท
KEY POINTS
- สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบข้อบกพร่องในการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอส และสั่งให้เรียกคืนเงินค่าเสียหายรวมกว่า 85 ล้านบาท
- ความเสียหายเกิดจาก 2 กรณีหลัก คือ การจัดจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจง และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรโดยไม่มีระเบียบรองรับ
- มีการตรวจสอบพบว่าบริษัทสื่อ 2 แห่งที่มีพิธีกรข่าวชื่อดังเป็นกรรมการ ได้รับสัญญาจ้างจากไทยพีบีเอสรวมมูลค่ากว่า 28 ล้านบาท
- สตง. เสนอให้ลงโทษทางวินัยกับผู้บริหารและพนักงานของไทยพีบีเอสที่เกี่ยวข้องรวม 10 ราย
ควันหลงหลัง สส.ภูมิใจไทย ยื่นแก้ไข “ร่างกฎหมาย 4 ส.” ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงการใช้เงินงบประมาณ “ภาษีบาป” เป็น “งบประมาณปกติ” ในจำนวนนั้นคือ กฎหมายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ “ไทยพีบีเอส” ด้วย ท่ามกลางการตรวจสอบขยายผลของสื่อหลายสำนัก องค์กรอิสระ ภาคประชาชน ตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณของ “ไทยพีบีเอส” คุ้มค่าจริงหรือไม่
เงื่อนปมที่น่าสนใจ หลังมีการยื่นชงแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว ความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เป็นการ “แทรกแซงสื่อ” เพราะการใช้งบประมาณแผ่นดินปกติ ต้องยื่นทำคำขอจาก กมธ.งบประมาณฯ สภาผู้แทนราษฎร อาจส่งผลกระทบต่อ “ความเป็นสาธารณะ” ของสื่อมวลชน อาจหนักข้อถึงขั้นกลายเป็นแบบ “NBT” หรือ “Modern9” ที่เป็น “สื่อในมือรัฐ” อยู่แล้ว
อีกฝ่ายหนึ่งมองว่า “ไทยพีบีเอส” มีสถานะเป็น “อาณาจักรสื่อ” ภายใต้การคอนโทรลของ “สื่ออาวุโส” ไม่กี่ราย ผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนกันมาครองอำนาจ เหมือน “เก้าอี้ดนตรี” แถมยังถูกตั้งคำถามว่าร่วมกันใช้เงินจาก “ภาษีบาป” อย่างน้อยปีละ 2 พันล้านบาท มาใช้ถลุงกันอย่างไม่คุ้มค่าหรือไม่
อีกด้านหนึ่ง มีคนไม่เห็นด้วยที่ “รัฐบาล” จะเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ “สื่อสาธารณะ” ของ “ไทยพีบีเอส” แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการใช้วงเงินงบประมาณของ “ไทยพีบีเอส” ในปัจจุบันเช่นกัน และไล่บี้ให้เกิดการ “ปฏิรูป ส.ส.ท.” เพื่อล้างบาง ไม่ให้ “บิ๊กสื่อ” บางคน นำเงิน “ภาษีบาป” ไปใช้สร้าง “อาณาจักรสื่อส่วนตัว”
กระทั่งเกิดการขุดคุ้ยการใช้วงเงินงบประมาณของ “ไทยพีบีเอส” มาเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียกันหลายรายการ เบื้องต้น กรุงเทพธุรกิจ ตรวจสอบข้อมูลธุรกิจสื่อ 2 บริษัทของ 2 พิธีกรดัง “รายการคุยให้คิด” รวมวงเงินกว่า 28.4 ล้านบาท ได้แก่
1.บริษัท คน คม คิด จำกัด กิจการออกแบบและจัดทำงานสิ่งพิมพ์ วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ พิธีกรข่าวชื่อดัง เป็นกรรมการ และถือหุ้นใหญ่สุด 50% นำส่งงบการเงิน 5 ปีหลังสุด ได้กำไรทุกปีต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมกัน 5 ปีล่าสุดกว่า 8.2 ล้านบาท เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” อย่างน้อย 4 สัญญา รวมวงเงิน 2.2 ล้านบาท
2.บริษัท กาแฟดำ จำกัด กิจการรับโฆษณาทางสื่อออนไลน์ สุทธิชัย แซ่หยุ่น นักข่าวอาวุโส เป็นกรรมการ และถือหุ้นใหญ่สุด 69% นำส่งงบการเงิน 5 ปีหลังสุด ได้กำไรทุกปี มีกำไรต่อเนื่อง รายได้รวมกัน 5 ปีกว่า 245.5 ล้านบาท เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” อย่างน้อย 27 โครงการ รวมวงเงินกว่า 26.23 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีการขุดคุ้ยเรื่อง “ไทยพีบีเอส” จ้างบริษัทสื่อของ “พิธีกรข่าวดัง” คนอื่น ๆ อีกหลายคน ทั้งถูกจ้างผลิต และค่าจ้างในการเป็นพิธีกรรายการ รวมวงเงินหลักแสน-หลักล้านบาท
ฟากโฆษกรัฐบาลอย่าง “หมอเอก” เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังคงทยอย “เปิดแผล” ทั้ง “ไทยพีบีเอส” และ “เครือข่าย สสส.” ว่ามีใครได้รับเงินงบประมาณไปจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า และความโปร่งใสในการใช้งบประมาณเช่นเดียวกัน
ความคืบหน้าเรื่องนี้ มีรายงานว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้าไปตรวจสอบการใช้วงเงินงบประมาณของ “ไทยพีบีเอส” ระหว่างปี 2566-2568 ล่าสุด ส่งรายงานผลการตรวจสอบถึง ผอ.ส.ส.ท. แจ้งผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ พบข้อบกพร่องและความผิดพลาดในการปฏิบัติงานอย่างร้ายแรง พร้อมเสนอให้มีการลงโทษทางวินัยกับพนักงานและผู้บริหารรวม 10 ราย
สตง. ระบุว่า พบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและหน่วยรับตรวจ โดยแบ่งความผิดออกเป็น 2 กรณีหลัก ๆ ได้แก่ 1.มีการจัดจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดย สตง. เสนอให้ดำเนินการทางวินัยกับพนักงาน 3 ราย ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักบริหาร ผู้จัดการฝ่ายพัสดุและจัดหารายการ และเจ้าหน้าที่พัสดุ
2.มีการอนุมัติจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ โดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายที่กำหนดไว้ตามระเบียบของไทยพีบีเอส กรณีนี้ สตง. ชี้มูลให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้บริหารระดับสูงและพนักงานอีก 7 ราย ประกอบด้วย รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสาธารณะเพื่อเด็กและการเรียนรู้ ผู้อำนวยการสำนักข่าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าว ด้านบริหาร และผู้อำนวยการศูนย์การเงิน
สตง.ให้ดำเนินการเรียก ค่าเสียหายรวม 85,222,935.65 บาท แบ่งเป็นความเสียหายจากการจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจงในปีงบประมาณ 2566-2568 จำนวน 15,840,000 บาท และความเสียหายจากการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ในปีงบประมาณ 2568 จำนวน 69,382,935.65 บาท
สตง. ยังเน้นย้ำให้ไทยพีบีเอส เร่งดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ พร้อมแจ้งผลการดำเนินการให้ สตง. ทราบเป็นระยะ และปรับปรุงระเบียบ ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์การจ่ายเงินให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
ด้าน “ไทยพีบีเอส” ทั้งระดับผู้บริหาร และนักข่าว รวมถึงพิธีกรชื่อดังที่ถูกพาดพิง ต่างออกมาตอบโต้ ชี้แจงเรื่องนี้กันพัลวัน ยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส และผลิตรายการอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งชกกลับไปยังฝ่ายรัฐบาลว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ เพราะไม่ต้องการเห็น “ไทยพีบีเอส” เป็น “สื่อสาธารณะ” ตามหลักการที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551
ทั้งนี้ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผอ.ส.ส.ท.ทำหนังสือถึง ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องกรณีการดำเนินการตรวจสอบของ สตง. ที่ไทยพีบีเอสเห็นว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน
จึงได้ขอให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) โปรดตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงใน 4 ประเด็น ดังนี้
1.เหตุใดข้อมูลเชิงลึก และรายชื่อบุคคลจึงถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ได้ ทั้งที่กระบวนการตามกฎหมายยังไม่เป็นที่ยุติและหน่วยรับตรวจยังไม่ได้รับแจ้งผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
2.มาตรการและกระบวนการรักษาความลับของข้อมูลในระหว่างการดำเนินการ และเหตุใดจึงปล่อยให้ข้อมูลอันเป็นความลับทางราชการหลุดไปสู่สื่อออนไลน์ได้
3.การที่ข้อมูลการตรวจสอบรั่วไหลสู่สาธารณะอาจเกิดจากความจงใจหรือความบกพร่องของ สตง. ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรง และอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ไทยพีบีเอสจึงสอบถามว่า สตง. จะดำเนินการต่อกรณีนี้อย่างไร
4.แนวทางเยียวยาความเสียหาย ข้อมูลที่เผยแพร่ได้สร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง ทำให้ ส.ส.ท. และบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับความเดือดร้อนเสียหาย แนวทางแก้ไขเยียวยาความเสียหายและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชนจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะองค์กรตรวจสอบสูงสุด
ความเคลื่อนไหวในศึกชิง “ภาษีบาป” กว่า 2 พันล้านบาทครั้งนี้จึงแค่เริ่มต้น เหลืออีกหลายยกให้ต่อสู้กัน บทสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป





