นายกฯ ชี้ไทยพีบีเอสมีอิสระต้องมีกฎเกณฑ์ รัฐบาล ปัด สส.เสนอกฎหมายแก้ภาษีบาป หวังฮุบไทยพีบีเอส ยันไม่เปลี่ยนโครงสร้างบริหาร “สรรพสามิต” แจงปรับโครงสร้างภาษีบาป ยกเลิกเงินส่วนเพิ่ม 2% ไม่เอื้อเอกชน เป็นไปตามนโยบายรักษาวินัยการเงินการคลัง ชี้ไทยพีบีเอส สสส.ต้องเปลี่ยนไปยื่นของบฯ เช่นเดียวกันกับหน่วยงานอื่น เผย 4 กองทุนฯได้รับจัดสรรงบฯ 1.4 หมื่นล้าน
รัฐบาลผลักดันการจัดสรรงบประมาณจากภาษีบาป (ภาษีสุราและยาสูบ) ให้เป็นการขอรับจัดสรรงบประมาณโดยตรง ซึ่งปัจจุบันมี 4 กองทุนที่ได้รับจัดสรรระหว่างปี 2565-2568 รวม 14,000 ล้านบาท ได้แก่
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รับจัดสรรในอัตรา 2% ราว 4,000 ล้านบาท/ปี
- ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ได้รับจัดสรร 1.5% ของภาษีสุรายาสูบ สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท/ปี
- กองทุนผู้สูงอายุ ได้รับจัดสรร 2% โดยไม่มีเพดานวงเงิน
- กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF)
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” ว่า ข้อเสนอการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต สุราและยาสูบ หรือ ภาษีบาป ในส่วนการยกเลิกการจัดสรรเงินภาษีส่วนเพิ่ม 2% ส่งเข้ากองทุนโดยตรงนั้นไม่ใช่การลดภาษีสรรพสามิตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการภาคเอกชน
ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าวผู้ประกอบการที่เคยเสียภาษีสรรพสามิตยังต้องเสียภาษีอัตราเดิมเท่ากับปัจจุบัน เพียงแต่ทางเทคนิคฝ่ายบริหารจะเสนอร่างกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 เพื่อเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตปกติในกลุ่มสินค้าสุราและยาสูบขึ้นมาทดแทนภาษีส่วนเพิ่ม 2% ที่ถูกยกเลิกไปทำให้เงินรายได้ทั้งหมดถูกนำส่งเข้าคลัง
“ร่าง พ.ร.บ.ที่กล่าวถึงคือการยกเลิกส่วนนี้ (ภาษีส่วนเพิ่ม 2%) ซึ่งทางรัฐบาลต้องเสนอร่างกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 เพื่อเพิ่มอัตราภาษีเข้าให้สินค้ากลุ่มนี้ เป็นการแปรสภาพให้ภาษีส่วนเพิ่มเป็นภาษีสรรพสามิตปกติไป ฉะนั้นผู้ประกอบการยังต้องเสียภาษีอัตราปัจจุบัน” นายพรชัย กล่าว
รัฐบาลมีการแถลงนโยบายเรื่องนี้แล้ว
ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าว ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภาวันที่ 9 เม.ย.2569 ในข้อ 22.3 ที่กำหนดให้จัดทำกฎหมายนำภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่กระทบเชิงลบต่อสังคมเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง
นายเอกนิติ ทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบกรมสรรพสามิตศึกษาความพร้อม โดยแนวทางการยกเลิกเงินส่งเข้ากองทุนแล้วปรับอัตราภาษีปกติเข้าคลังเหมาะสมกว่าการให้กองทุนรับเงินก่อนแล้วส่งคืนคลัง เนื่องจากลดขั้นตอนซ้ำซ้อนจากการปรับเปลี่ยนทิศทางเงินรายได้เข้าคลังแผ่นดิน
สำหรับโครงสร้างใหม่จะส่งผลให้หน่วยงานและกองทุนเดิม 4 แห่งที่เคยได้รับเงินภาษีบาปนอกระบบงบประมาณ โดยต้องเปลี่ยนสู่กระบวนการยื่นขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการอื่น
ชี้กฎหมายต้องส่งกลับมาที่ ครม.
สำหรับขั้นตอนและความคืบหน้าทางกฎหมายในปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย คงอยู่กระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็น และเนื่องจากจัดเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน
ทั้งนี้สภาผู้แทนราษฎรต้องส่งเรื่องมาให้รัฐบาล โดยให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อน ซึ่งกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะทำความเห็นพร้อมเสนอร่างกฎกระทรวงแนบไปเพื่อให้มีผลบังคับใช้พร้อมกัน
“อนุทิน” ชี้มีอิสระต้องมีหลักเกณฑ์
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เสนอแก้ไขกฎหมายปรับเปลี่ยนแหล่งเงินของ 4 หน่วยงาน จากการรับเงินจากภาษีบาปเป็นการรับเงินผ่านระบบงบประมาณ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ยังไม่ได้คุยครับ ผมว่าเป็นไปตามขั้นตอน”
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนจะได้ คือ ไทยพีบีเอสจะเป็นองค์กรยึดโยงประชาชน และให้ข้อมูลที่ต้องการจริงๆ และย้ำว่า ไม่ได้เสนอแก้กฎหมายเพื่อแก้โครงสร้างไทยพีบีเอส
“ไทยมีองค์กรมหาชนเยอะแยะ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการดำเนินการได้ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน แต่ไม่มีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ติดตามงบประมาณได้ เพราะ สปสช.เปิดเผยงบประมาณแต่ละปีโอนไปที่โรงพยาบาลใดบ้าง แต่ไทยพีบีเอส และ สสส.ไม่เคยชี้แจง”
อดีตผู้จัดการ สสส.ชี้ไม่ขัดวินัยการเงินการคลัง
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ อดีตผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้สัมภาษณ์ว่า การแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ซึ่งมีการยกเหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลังเป็นเรื่องหลักนั้น
ทั้งที่มาตรการภาษีแบบ Earmarked Tax หรือภาษีเฉพาะ ไม่ได้อยู่นอกหลักวิชาการด้านการเงินการคลัง แต่อยู่ภายใต้แนวคิดการเงินการคลังเพื่อสังคม และมีการไปศึกษาระบบภาษีเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งมีการใช้กองทุนลักษณะนี้อยู่ทั่วไป
หัวใจของแนวคิดการเงินการคลังเพื่อสังคม คือ Polluter Pays หรือผู้สร้างมลพิษและผู้สร้างผลกระทบทางลบต่อสุขภาพต้องมีส่วนรับผิดชอบ โดยประเทศไทยมีการระบุอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบสูงต่อสุขภาพ 2 อุตสาหกรรม คือ สุราและยาสูบ ดังนั้น หากตัดส่วนนี้ออกไป อุตสาหกรรมสุราและยาสูบ ก็ไม่มีภาระที่จะต้องจ่าย
“ตรงนี้ยืนยันชัดเจน ไปถามรองนายกฯ เอกนิติ หรือถามใครก็ได้ เพราะมีบางคนยังบิดเบือนอยู่ว่า ก็คืนไปที่กรมสรรพสามิต แต่ไม่ใช่เลย เพราะส่วนนี้เป็นการจ่ายตรงจากบริษัท โดยที่กรมสรรพสามิตเพียงเป็นผู้ได้รับการฝากให้ไปช่วยเก็บมาให้เท่านั้นและนำส่ง เนื่องจากกรมทำหน้าที่เก็บภาษีส่วนใหญ่อยู่แล้ว” ดร.สุปรีดา กล่าว
เงิน 14,000 ล้าน หายไปจากเงินสาธารณะ
ดร.สุปรีดา กล่าวอีกว่า หากยกเลิกมาตราเหล่านี้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
1. กรมสรรพสามิตก็จะเลิกเก็บและเลิกส่งเงินดังกล่าว ทำให้เงินประมาณ 14,000 ล้านบาท หายไปจากเงินสาธารณะและกลับเข้าสู่กระเป๋าของอุตสาหกรรมทั้ง 2 อุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้มีเงินไปทำการตลาดต่างๆ เพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่สูญเสียคือรัฐสูญเสียรายได้ที่จะนำมาทำงานด้านนี้
2. การจัดเก็บภาษีเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง โดยหลักวิชาการชี้ชัดว่ามาตรการทางภาษีมีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้น เมื่ออุตสาหกรรมไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนดังกล่าว รายได้ของอุตสาหกรรมก็จะดีขึ้น และผลกระทบจากการขึ้นราคาเพื่อควบคุมการบริโภคก็จะลดลง ส่งผลเสียโดยตรงต่อการควบคุมการบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
3. หาก สสส.ถูกกำหนดให้เข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินตามปกติ ก็จะเกิดปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนของงบประมาณ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่องค์การอนามัยโลก(WHO)ให้ความสำคัญกับการเงินการคลังที่ยั่งยืนสำหรับการสร้างเสริมสุขภาพ ดังนั้น หาก สสส.ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ ก็จะกระทบต่อความต่อเนื่องและการทำงานของ สสส. ซึ่งเป็นงานระยะยาว





