ช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา อินเดียประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธอัคนี รุ่นก้าวหน้า ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยี Multiple Independently Targeted Re-Entry Vehicle หรือ MIRV
MIRV ทำให้ขีปนาวุธหนึ่งลูกสามารถบรรทุกหัวรบหลายหัวและกำหนดเป้าหมายที่แตกต่างกันได้
หากมองเฉพาะมิติด้านการทหาร นี่คืออีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาขีดความสามารถในการป้องปรามของอินเดีย แต่หากมองผ่านมุมด้านเศรษฐกิจ สิ่งที่อินเดียกำลังสร้างไม่ใช่เพียง “อาวุธ” หากแต่เป็น อุตสาหกรรมความมั่นคง ที่รัฐบาลต้องการให้กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และยุทธศาสตร์ของประเทศ
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นโยบาย Make in India และ การพึ่งพาตนเองของอินเดีย ค่อย ๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “เศรษฐกิจ”
จากเดิมที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับอาวุธต่างประเทศ ไปสู่ความพยายามสร้างตั้งแต่งานวิจัย โรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน บริษัทเทคโนโลยี ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของตนเองขึ้นมาเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ตัวเลขการลงทุนสะท้อนสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจน ในปีงบประมาณ 2025–2026 มูลค่าการผลิตด้านกลาโหมของอินเดียสูงกว่าปีก่อนหน้า 15.6% และสูงเกือบสี่เท่าเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน
ขณะที่ภาคเอกชนมีส่วนแบ่งประมาณ 24% ของการผลิตทั้งหมด รัฐบาลยังตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการผลิตให้แตะ 3 ล้านล้านรูปีภายในปี 2029
แต่ที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือ “การส่งออก” ปี 2025–2026 อินเดียส่งออกผลิตภัณฑ์ด้านกลาโหมมูลค่า ประมาณ 3.84 แสนล้านรูปี เพิ่มขึ้นถึง 62.66% จากปีก่อน และผลิตภัณฑ์จากอินเดียถูกส่งไปยังกว่า 80 ประเทศ
ปัจจุบันรัฐบาลตั้งเป้าว่าการส่งออกจะเพิ่มเป็น 5 แสนล้านรูปีภายในปี 2029
ต้องเข้าใจอย่างนี้ครับว่า การส่งออกอาวุธแตกต่างจากการส่งออกสินค้าโดยทั่วไป เพราะเมื่อประเทศหนึ่งขายระบบอาวุธให้กับอีกประเทศ สิ่งที่ตามมามักประกอบด้วยการฝึกอบรม การบำรุงรักษา อะไหล่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล
การขายระบบความมั่นคงจึงเป็นทั้ง การค้าและการสร้างอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ไปพร้อมกัน
นี่คือเหตุผลว่าทำไมอินเดียจึงไม่ได้ต้องการเพียงลดการนำเข้า แต่กำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้ซื้อ” ไปเป็นทั้ง “ผู้ผลิต” และ “ผู้ขาย” ในตลาดโลก
หลายปีมานี้รัฐบาลอินเดียใช้ “ตลาดภายในประเทศ” ขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือสร้างอุตสาหกรรม งบประมาณกลาโหมปี 2026–2027 เพิ่มเป็นประมาณ 7.85 ล้านล้านรูปี ขณะที่เงินลงทุนสำหรับการจัดหาและพัฒนาขีดความสามารถอยู่ที่ประมาณ 2.19 ล้านล้านรูปี
นอกจากนี้ยังสร้าง ระเบียงอุตสาหกรรมความมั่นคง (Defence Industrial Corridors) ในรัฐอุตตรประเทศและทมิฬนาฑู เพื่อรวบรวมโรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน ศูนย์ทดสอบ และงานวิจัยเข้าด้วยกัน
ที่สำคัญ อินเดียเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นในอุตสาหกรรมกลาโหมได้ถึง 74% ผ่านช่องทางอัตโนมัติ และในบางกรณีสามารถเพิ่มถึง 100% ภายใต้การอนุมัติของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้
สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ควรจับตามองจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากคำถามว่า “ไทยจะขายอาวุธอะไรให้อินเดีย” เพราะห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้มีหลายมิติ
ตั้งแต่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสื่อสาร อากาศยาน วัสดุขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ ระบบไร้คนขับ ปัญญาประดิษฐ์ ความปลอดภัยไซเบอร์ ไปจนถึงโลจิสติกส์และเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและความมั่นคง
สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมความมั่นคงได้
วันนี้สนามแข่งขันของอุตสาหกรรมความมั่นคงโลกกำลังเปลี่ยน จากสนามที่เคยมีสหรัฐฯ รัสเซีย ฝรั่งเศส หรือจีนเป็นผู้เล่นหลัก แต่ในวันนี้ประเทศเกิดใหม่พยายามสร้างพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น
อินเดียอาจยังอยู่ห่างจากผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ทิศทางในวันนี้บอกเราว่า อินเดียไม่ได้ต้องการเป็นเพียงลูกค้าของอุตสาหกรรมความมั่นคงโลกอีกต่อไป
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่นักลงทุนและภาคธุรกิจไทยควรเริ่มมองอินเดียใหม่ ไม่ใช่เพียงในฐานะตลาดประชากร 1,400 ล้านคน แต่ในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และความมั่นคงแห่งใหม่ที่กำลังถูกสร้างขึ้นในเอเชีย.





