วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2569

Login
Login

“ศุภจี” หารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย เดินหน้า “Co-creation”

"ศุภจี สุธรรมพันธุ์" หารือกับภาคเอกชนไทยและอินเดีย ยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจาก "คู่ค้า" สู่ "Co-creation" เปิดบทใหม่ความสัมพันธ์เศรษฐกิจ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานสู่ตลาดโลก ร่วมกำหนดสาขาอุตสาหกรรมใน 45 วัน นำไปสู่การอัพเดท FTA เพื่อรองรับ

KEY POINTS

  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ หารือกับภาคเอกชนไทยและอินเดีย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจาก "คู่ค้า" สู่ "Co-creation" หรือการร่วมสร้างสรรค์สินค้า บริการ และธุรกิจใหม่ร่วมกัน
  • เป้าหมายหลักคือการนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาต่อยอดและขยายตลาดสู่ประเทศที่สามร่วมกัน แทนการซื้อขายสินค้าระหว่างกันเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้าในระยะยาว
  • มีการระบุสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพสูง เช่น อาหารแห่งอนาคต พลังงานสีเขียว โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมอวกาศ โดยกระทรวงพาณิชย์ของสองประเทศจะกำหนดแนวทางที่ชัดเจนภายใน 45 วัน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า  เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมงาน India–Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยได้มีการหารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เพื่อรับฟังข้อเสนอและอุปสรรค พร้อมหาแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และบริการ จากความสัมพันธ์แบบ “คู่ค้า” สู่ “Co-creation” หรือการร่วมสร้าง โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชนไทย–อินเดียเข้าร่วม

นางศุภจี กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยและอินเดียจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงและสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำให้ไทยและอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของกันและกัน

“การค้าระหว่างไทยกับอินเดียในปัจจุบันยังไม่สมดุล โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุล ดังนั้น หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งสองประเทศต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันและมีความสมดุลมากขึ้น”

“ศุภจี” หารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย เดินหน้า “Co-creation”

นางศุภจี กล่าวว่า แนวทางสำคัญของบทใหม่ความสัมพันธ์ไทย–อินเดีย คือ Co-creation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปขายในอินเดีย หรือให้อินเดียเข้ามาลงทุนในไทย แต่เป็นการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาเติมเต็มกัน ร่วมกันพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ก่อนขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม ซึ่งเราไม่ได้ต้องการเพียงขายสินค้าให้กับอินเดีย หรือให้อินเดียขายสินค้าให้กับไทย แต่ต้องการขายร่วมกับอินเดียไปสู่ตลาดโลก โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน

สำหรับสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบ Co-creation ได้แก่ อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical อาหารและความมั่นคงทางอาหาร เภสัชภัณฑ์ โลจิสติกส์และ Cold Chain พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุตสาหกรรมอวกาศ และบริการ โดยมีการหารือถึงการนำวัตถุดิบ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานของทั้งสองประเทศมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในตลาดโลก

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการและระบบชำระเงิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบ UPI ของอินเดียกับระบบการชำระเงินของไทย รวมถึงการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท–รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมอวกาศมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานของอินเดีย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดร่วมกัน

“ศุภจี” หารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย เดินหน้า “Co-creation”

นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–อินเดียในระยะต่อไป คือ Trusted Relationship และ Mutual Benefit โดยต้องมองหาสาขาที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้แต่ละประเทศจะมีประเด็นที่มีความอ่อนไหวแตกต่างกัน แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่สามารถใช้จุดแข็งมาเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันได้

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทยและกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย จะร่วมกันกำหนดสาขาความร่วมมือสำคัญภายใน 45 วัน โดยพิจารณาจากข้อเสนอของภาคเอกชนและศักยภาพของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และหากสามารถกำหนดสาขาที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ ก็มีโอกาสต่อยอดไปสู่การหารือความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) ระหว่างไทยกับอินเดียต่อไป

ด้านภาคเอกชนไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อเสนอจากการดำเนินธุรกิจในอินเดีย โดยสะท้อนโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรอินเดียในหลายสาขา อาทิ พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical โลจิสติกส์และ Cold Chain ตลอดจนอุตสาหกรรมอวกาศ พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน เพื่อใช้ศักยภาพของไทยและอินเดียเป็นฐานในการสร้างสินค้า บริการ และเทคโนโลยีสำหรับขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม

“Global Supply Chain และ Co-creation จะเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์บทต่อไป เราต้องใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเติมเต็มกัน และสร้างตลาดร่วมกัน ไม่ใช่เพียงต่างฝ่ายต่างมองหาตลาดของอีกฝ่าย” นางศุภจี กล่าว

โดยภาคเอกชนให้ข้อเสนอแนะหลายด้าน อาทิ การใช้ธุรกิจการค้าของไทยในอินเดียเป็นช่องทางโชว์เคสและเชื่อมโยงสู่ตลาดออนไลน์ การใช้องค์กรชาวไทยเชื้อสายอินเดีย (Diaspora) เพื่อเข้าถึงและขยายการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนกันส่งเสริมสตาร์ทอัพ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับสนับสนุนอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตรจะร่วมกันขับเคลื่อนและติดตามให้เกิดความคืบหน้าต่อไป