วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรับธรรมชาติสงฆ์ก่อนศรัทธาสิ้น

ปีนี้เป็นปีที่คดีเกี่ยวกับพระสงฆ์ระดับผู้ใหญ่มากเป็นประวัติการณ์ แค่คดีสีกากอล์ฟเมื่อต้นปีก็สึกพระระดับเจ้าคุณได้เยอะมาก ล่าสุดยังมีคดีโต๊ะสีแสดอีก นี่ยังไม่รวมถึงพระระดับวัดท้องถิ่นอีกเยอะมาก

ที่ความเสียหายมีตั้งแต่โลกะวัชชะไปจนถึงร่วมเพศ ทารุณกรรม ต่อยตี ฉ้อโกง ฟอกเงิน ก่ออาชญากรรมกันฉ่ำ จนทำให้ความรู้สึกเลื่อมใสศาสนาพุทธในหมู่ชาวไทยลดลงไปอย่างมาก 

การกระทำเหล่านี้แม้จะตรวจจับผู้กระทำผิดได้ภายหลัง แต่ก็ก่อให้เกิดกระแส “ไหว้ไม่สนิทใจ” หากปล่อยไว้อย่างนี้ศรัทธาในศาสนาจะลดฮวบ ผลเสียต่อสังคมจะมากมายมหาศาล 

กระนั้นก็ตาม หากแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ยังขัดต่อธรรมชาติของสงฆ์ในบริบทปัจจุบันอยู่ ปัญญาก็จะไม่สามารถแก้ได้ จึงต้องปรับธรรมชาติสงฆ์เสียใหม่โดยอาศัยกฎหมาย ไม่ใช่จากองค์กรสงฆ์ ชาวบ้านหรือวัดพยายามทำกันเอง

ในข้อเท็จจริงนั้น ศาสนาพุทธนั้นไม่มีทางสาบสูญจากประเทศไทย แม้คนจะเลิกกราบไหว้พระสงฆ์ ตัวพระธรรมนั้นยังบริสุทธิ์ไร้ราคิน เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าในรูปลักษณ์ที่ยังมีคนกราบไหว้ แต่สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่สัมผัสได้  

พระสงฆ์จำนวนมากไม่ใส่ใจในธรรมวินัย พวกที่ใกล้ลาภสักการะมากก็สนใจในเรื่องทางนั้น วุ่นแต่เรื่องงานของฆราวาสบ้าง สร้างวัตถุมงคลหรืออาคารปูนปั้นบ้าง พวกที่อยู่ไปวันๆ ก็หมกมุ่นกับเรื่องทางโลกทั้งทางออนไลน์และวิถีชาวบ้าน ถ้าไม่มีความรู้อะไรเลยก็มีแต่สำนึกที่ไม่ต่างกับชาวบ้าน เพียงแต่จะสำรวมหรือไม่เท่านั้น 

เมื่อมีเงินมีทองมีเพศตรงข้ามเข้ามาบ่อยเข้า แล้วปราศจากการควบคุมจิตใจพระสงฆ์ก็จะยิ่งเตลิด หลงเข้าบ่วงผิดศีลก่อกรรมชั่ว แล้วก็จำต้องปกปิดไปจนกว่าจะความลับแตก 

เมื่อเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งทั่วประเทศ ชาวบ้านทั้งที่ใกล้วัดเกิดเหตุและในสังคมโดยรวมทั่วไปก็เอือมระอา ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นต่อพระ หลีกเลี่ยงไม่เข้าวัด มองสงฆ์ไปในทางไม่ดีไว้ก่อน แล้วอย่างนี้ผู้อุ้มชูศาสนาจะไม่ลดลงไปได้อย่างไร

เท่าที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะต่างก็เกรงใจพระสงฆ์  แม้จะมีระเบียบปฏิบัติคำสั่งมหาเถรสมาคม มีการตรวจสอบภายใน มีสำนักพระพุทธศาสนาคอยช่วยเหลือ และมีชาวบ้านคอยสอดส่อง แต่แทบทุกกิจกรรมของแต่ละวัดแต่ละกุฏิเป็นเรื่องภายในที่ไม่ก้าวล่วงกัน 

หลายวัดเจ้าอาวาสมีอำนาจสิทธิขาดในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเงิน จะรับจะเบิกจะยักยอกหรือจะเอาไปให้สีกาทำได้หมด หลายวัดมีฆราวาสเข้ามาหากินเป็นเครือข่ายขบวนการ ร่วมกันสร้างแต่สิ่งงมงายขายหากินกับคนนอก คนใกล้วัดรู้เห็นก็ได้แต่ตาปริบๆ ตรวจพบจับกุมได้เป็นเคสๆ แต่ก็กวาดล้างไม่หมด สิ่งเหล่านี้จะมีต่อเนื่องไป รูปลักษณ์ ภาพจำของศาสนาพุทธจะแปรเปลี่ยนไปทุกทีๆ

การสร้างระบบที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็งนั้นเป็นสิ่งดี แต่จะดีกว่านี้เมื่อเข้าใจธรรมชาติของพระสงฆ์ และปรับทิศทางของระบบให้สอดคล้องกับการปรับธรรมชาติของพระสงฆ์ ไม่ใช่ขัดแย้งหรือปรับให้เหมือนธรรมชาติปัจจุบันของท่าน 

การปรับนั้นเริ่มต้นที่การยอมรับว่าสภาพแวดล้อมของสังคมเปลี่ยนไป พระสงฆ์ไม่ได้อยู่แบบสมัยศตวรรษก่อนที่เข้ามาบวชแบบตัดทางโลก มีชีวิตอยู่เพื่อสอนให้คนที่ด้อยกว่าทางปรัชญาความคิดให้ทำดีเพื่อหลุดพ้น จึงใช้ชีวิตอยู่ตามอัตภาพ ฉันเท่าที่เขาให้ ส่วนเกินที่จะได้มาก็บริจาคคืนสังคม ชีวิตอื่นนอกจากพระธรรมไม่ค่อยมี 

ปัจจุบันนี้พระสงฆ์แทบจะมีโลกทรรศน์แบบฆราวาส ร้อยเปอร์เซ็นต์ ใช้ชีวิตร่วมกัน เสพสื่อเดียวกัน ปฏิบัติก็คล้ายกัน จึงมีความต้องการอยากได้อยากมี เพื่อตนเอง เพื่อเครือข่ายและเพื่อครอบครัวเหมือนฆราวาส ดังนั้น เมื่อปรากฏโอกาสในอำนาจและทรัพย์สินมาล่อใจก็อาจหลงเข้าในวังวนทุจริตได้ ด้วยว่าสงฆ์ไม่ได้ฉลาดกว่าคนอื่นเลยในเรื่องทางโลก

การจัดการกับพระสงฆ์ไม่ใช่ยอมให้สงฆ์มีภรรยาได้แบบชาติเอเชียตะวันออก แต่ต้องคัดคนเข้าเป็นสงฆ์อย่างเข้มงวดผ่านทางการศึกษาก่อนบวช คนจะเป็นพระต้องสอบผ่านหลายขั้นตอนทั้งวิชาทางโลกและทางธรรมก่อนจะเป็นพระได้ เลิกรับพระมั่วซั่วที่พวกกเฬวรากเข้ามาชุบตัวเพื่อให้สูงส่งเหนือชาวบ้าน  

หากใครไม่ได้มาตรฐานแต่อยากอยู่ในวัดก็ให้สถานะเด็กวัด ไม่ใช่พระ ต้องยอมรับให้ได้ว่าพระสงฆ์ย่อมต้องถูกควบคุมโดยองค์กรกลางที่ประกอบด้วยรัฐและเจ้าหน้าที่กระทรวง วัดทุกวัดไม่ใช่จัดการโดยชุมชนหรือเจ้าอาวาสกันเอง แต่โดยองค์กรส่วนกลางที่พิจารณาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าอาวาสตามวาระ 

พระในฐานะอาชีพหนึ่งต้องให้บริการชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่บิณฑบาตไปจนเทศน์ธรรม มีตัวชี้วัดส่งรายงานถึงองค์กรเหนือขึ้นไป มีการตรวจสอบทรัพย์สินพระผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ ข้าวของราคาแพงเกินจำเป็นต้องให้อยู่ในห้องเก็บของหรือพิพิธภัณฑ์ของวัด ถือกุญแจโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 

และยังมีอื่นๆ ที่ควบคุมพระให้เป็นพระที่มีคุณค่าสอดคล้องกับค่านิยมของสังคมอีกมาก ทำไม่ได้ก็ไม่ให้อยู่ในผ้าเหลือง ผู้กระทำผิดถึงระดับปาราชิกจะไม่เพียงแต่ให้สึกออกจากวัด แต่จะโดนคดีข้อหาหลอกลวงญาติโยมด้วย

การปรับธรรมชาติของพระต้องควบคู่กับปรับระบบอื่น ๆ เช่น ทรัพย์สินรายได้ของวัดจะมีองค์กรภายนอกตรวจสอบดูแลและนำส่งส่วนกลางเพื่อเอาไปใช้ด้านอื่น เช่น พัฒนาวัดยากจนหรือดูแลสงฆ์อาพาธ การหารายได้ของวัดทุกประเภทต้องได้รับอนุญาตจากรัฐอย่างเข้มงวด แนวทางจัดสร้างและประชาสัมพันธ์ใดๆ ที่เข้าข่ายสร้างความงมงายต้องโดนระงับ เป็นต้น 

หากปรับทำสิ่งเหล่านี้ได้เชื่อว่า ศรัทธาของสังคมต่อพระสงฆ์จะค่อยๆ คืนกลับมา