วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2569

Login
Login

รู้ไหมว่า ทำไมไทยโตช้าและด้วยอัตราที่ต่ำกว่าเพื่อนๆ ตลอดมา

ในช่วงที่คนไทยกำลังปลาบปลื้มกับสองสาว "เนเน่-ลิซ่า" กลับมีบรรดานักการเมือง นับตั้งแต่ ส.ส. ส.ว. ครม. สร้างความห่อเหี่ยวด้วยการบริหารบ้านเมืองให้เข้ามาอยู่ในมุมอับ 

ในช่วงตั้งแต่กลางเดือนกันยายนนี้ ทั้งเนเน่ รอยัล สาวไทยอายุเพียง 16 ปี นักร้องเพลงร็อกจากภูเก็ต เป็นคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์จากการประกวด America’s Got Talent 

และ ลิซ่า สาวไทยอายุ 29 ปี จากภาคอีสาน สมาชิกวง Black Pink ศิลปินและนักเต้นระดับโลกที่โด่งดังมาหลายปีแล้ว เมื่อไม่กี่วันมานี้ก็ได้นำส้มตำและอาหารไทยบางอย่างไปออกรายการ The Tonight Show Starring รายการที่ดังทั่วโลกที่สหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งสอนพิธีกรชื่อดัง Jimmy Fallon พูดคำว่า "หมดแก้ว!" 

สองสาวไทยต่างได้คว้าและทำสิ่งดีๆ ให้ประเทศที่รักยิ่งของเราเป็นที่ชื่นชมของคนค่อนโลกได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งผมคิดว่าคนไทยเราต่างก็รู้ดี และมีความปลาบปลื้มเป็นอย่างมากในความสามารถและความสำเร็จของทั้งสองคนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ในช่วงระยะสั้นๆ ดังกล่าวนี้ เราคนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะผู้ที่ได้ติดตามการบริหารบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย กลับมีอารมณ์ฮึดฮัดอึดอัดตามมาด้วยความห่อเหี่ยวจากการกระทำของนักการเมืองทุกเหล่าทุกประเภท ในการบริหารบ้านเมืองให้เข้ามาอยู่ในมุมอับ 

มุมที่เหม็นคลุ้งด้วยกลิ่นคาวของการสร้างแต่อำนาจและคอร์รัปชัน ด้วยการบริหารประเทศที่หันเหห่างธรรมาภิบาลหรือทศพิธราชธรรมออกไปทุกทีของบรรดานักการเมืองทั้งหลาย นับตั้งแต่ ส.ส. ส.ว. ครม. และตลอดทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เป็นส่วนหัวของระบอบประชาธิปไตย 

คนไทยจำนวนไม่น้อยขณะนี้เมื่อเจอหน้ากันก็อดที่จะส่ายหัว และถามซึ่งกันและกันว่าแล้วเราจะอยู่กันได้อย่างไร? ประเทศไทยเราจะโตได้อย่างไร ? เป็นต้น

วันนี้ผมจึงอยากขอนำเสนอความเห็นตามหัวข้อข้างต้นว่า ทำไมไทยเราถึงโตช้า ดังต่อไปนี้ 

ประการแรก เรื่องสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยโตช้าและต้วมเตี้ยมมาตลอดก็คือเรื่อง การเมือง

ถ้าดูให้ดีแล้วรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับของไทยที่ออกมาใช้ ไม่มีฉบับไหนที่สามารถควบคุม จัดระเบียบและพฤติกรรมของพรรคการเมืองและนักการเมืองให้ได้ใกล้เคียงประเทศอื่นเขา

ยกตัวอย่างเรื่องที่เห็นในขณะนี้พรรคการเมืองพรรคหนึ่งอยู่ข้างพรรคฝ่ายค้านมาร่วม 6 เดือนแล้ว นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง และรัฐบาลก็บริหารประเทศมาได้ประมาณ 6 เดือนเช่นกัน โดยรัฐบาลไม่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย

แต่อยู่ๆ พรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่อยู่ข้างฝ่ายค้านก็ออกอาการที่จะแยกตัวจากพรรคฝ่ายค้านไปเป็นพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง

นี่เป็นตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ที่บอกให้ประชาชนรู้ว่าทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ก็ไม่สามารถนำทางและกำกับดูแลให้พรรคการเมืองและนักการเมืองของไทยกระทำในสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองของการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นของประเทศ ที่ได้มีการพัฒนาในระดับหนึ่งแล้ว

กล่าวได้ว่าการเมืองของไทยยังอยู่ในระนาบที่สูงกว่ากัมพูชาและเมียนมาร์แค่หน่อยเดียวเท่านั้น

ประการที่สอง ในเรื่องของความเป็นไทย

ทั้งรัฐบาลและข้าราชการไม่ได้บริหารงานและทำงานโดยเห็นคุณค่าของเวลา คือโครงการไหนจะเสร็จช้าแค่ไหนก็ช่าง ซึ่งทำเหมือนไม่รู้ว่าเวลาที่ระบบจักรวาลได้กำหนดให้กับมนุษย์

วันหนึ่งๆ มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน เมื่อคนชาติหนึ่งทำงานช้าและอืดอาดเป็นอาจินอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เมื่อเทียบกับคนอีกชาติหนึ่งที่ทำงานอะไรก็เร็วหมด แล้วอย่างนี้ประเทศเราจะไม่โตช้าได้อย่างไร ความเร็วคือสิ่งสำคัญยิ่งของการเจริญเติบโต

ประการที่สาม เป็นเรื่องของการมีกฎหมายและการวางระเบียบหรือกฎเกณฑ์

รัฐบาลไทยวางกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่มีลักษณะผูกพันหรือป้องกันอย่างหนาแน่นเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้มีการเบี่ยงเบนได้มาก ซึ่งทำให้คนไทยที่คนโบราณเชื่อว่าเป็นลูกหลานของศรีธนญชัย สามารถนำกฎหมายไปใช้ในทางที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หรือบริบทได้มาก

โดยเฉพาะนักการเมืองไทยที่ส่วนใหญ่มาจากนักกฎหมาย การพยายามเบี่ยงเบนตัวบทกฎหมายนี้เป็นตัวถ่วงอย่างมากที่คอยฉุดรั้งไม่ให้ประเทศเดินหน้าเร็วได้

ประการที่สี่ สุดท้ายที่ไม่อยากจะเอ่ยถึง คือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน

แต่ก่อนการทุจริตคอร์รัปชันยังไม่ค่อยดาษดื่นมากเหมือนปัจจุบัน แต่คนไทยที่อายุยืนหน่อยคงจะทราบว่ารัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ในช่วงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 – ธันวาคม พ.ศ. 2506 รวม 4 ปี 10 เดือน

ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ตำแหน่งผู้นำประเทศด้วยการทำรัฐประหาร แล้วบริหารประเทศเชิงเผด็จการแบบข้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว แต่ได้ทำการปฏิรูปประเทศไทยในหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและองคาพยพของหน่วยราชการ

ช่วงนั้นธนาคารโลกได้เข้ามาสนับสนุนประเทศไทย ในภาคราชการก็มีการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยมาก เช่น ท่านอาจารย์ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นต้น แต่ท้ายที่สุดหลังอสัญกรรมท่านก็โดนข้อหาฉ้อโกงจนถูกยึดทรัพย์

จากนั้นก็มาถึงยุคนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ก็มีเค้าลางให้รู้เห็นมากมายบ่งบอกว่า ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อขจัดการคอร์รัปชันของประเทศแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามดูเหมือนว่าพรรคใหญ่ที่กุมบังเหียนการบริหารประเทศอยู่กำลังใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างสบายใจ

บริหารในลักษณะปฏิรูประบบบริหารราชการไทย ที่มีลักษณะเป็นเป็ดง่อยให้ดูดีมีกำลังวังชาขึ้น

แต่สิ่งที่รัฐบาลคิดว่าทำดีด้วยการแกว่งไกวดาบอยู่นั้น สังคมส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้มุ่งให้ราชการดีขึ้น แต่เป็นการเอื้อพลพรรคของรัฐบาลเสียมากกว่า แล้วก็มีผลสะท้อนให้ประชาชนส่วนใหญ่แทนที่จะสดชื่นรื่นเริง กลับมีอาการเหงาหงอยหดหู่ให้เห็น

จากช่วงนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ในปี 2502 ถึงปีนี้ 2569 กว่า 67 ปีที่ผ่านมามีนายกรัฐมนตรี 21 ​คน แต่มีรัฐบาลที่ไม่มีกลิ่นของการคอร์รัปชันน้อยรายมาก ตัวอย่างรัฐบาลดีๆ เช่น รัฐบาลของท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบาลของท่านอานันท์ ปันยารชุน และรัฐบาลท่านพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นต้น 

โดยสรุปที่พูดมา 4 เรื่อง เรื่องคอร์รัปชันนี้คงเป็นมะเร็งร้ายที่รักษายากที่สุดของประเทศไทย รออีก 20 ปี ก็ไม่คิดว่าคนไทยจะเห็นแสงสว่างจากปากอุโมงค์