วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

ลำบาก

ผู้อ่านทราบไหมครับว่าปัญหาหนักของประชาชนคืออะไร คนไทยที่ไปโรงพยาบาลรัฐเพื่อใช้บริการใช้เวลาเป็นวัน บวกกับโรงพยาบาลเอกชนที่ค่ายาถูก mark up เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์

นี่เป็นที่มาที่ผมสร้างโมเดลบนคำว่า “พอ” เป็นโรงพยาบาลเอกชนที่เจ้าของคือตัวคนไข้ ผมตั้งสมมติฐานอย่างนี้ครับว่าให้คนไข้หนึ่งคนซื้อหุ้นโรงพยาบาลนี้คนละ 100,000 บาท มีคนมาซื้อหุ้น 5,000 คน โรงพยาบาลนี้จะมีเงินตั้งต้นที่ประกอบกิจการที่ 500 ล้านบาท

จำนวนเงินนี้สามารถสร้างโรงพยาบาลขนาดย่อมได้หนึ่งโรงพยาบาล จัดหาแพทย์ที่มี empathy กับคนไข้ ไม่ใช่แพทย์เชิงพาณิชย์ที่มีดาษดื่นในทุกวันนี้

ผมมั่นใจแพทย์ที่มี empathy และไม่เห็นด้วยกับการทำธุรกิจในรูปแบบที่เอาเงินเป็นตัวตั้งมีแน่นอน เพียงแต่ว่าแพทย์เหล่านี้ไม่มีเวทีให้พวกเขาทำงานบนจิตวิญญาณของความเป็น “หมอ” คนเหล่านี้เมื่อมาทำงานที่นี่ พวกเขาจะมีความสุข ไม่ต้องทำงานเหมือนหนูถีบจักร 

ขออธิบายคำว่า empathy ซึ่งมีความหมายที่ลึกซึ้ง empathy คือความสามารถของผู้คนในการเข้าใจแบบหยั่งรู้ถึงความรู้สึกและอารมณ์ของคนไข้ ไม่ใช่ทำอย่างฉาบฉวย แต่ด้วยความละเมียด คนที่มี empathy ไม่ใช่แค่อ่านความรู้สึกของคนไข้ แต่เขาแคร์ต่อความเป็นดีอยู่ดีของผู้คนที่เจ็บป่วย อยากให้คนไข้มีความสุขและสุขภาพที่แข็งแรงตามสภาพร่างกายที่ควรจะเป็น

คุณพ่อผมเข้าตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลใช้เวลาเกือบทั้งวัน ตกห้าโมงเย็นเครียด หมอให้ไปตรวจความดัน ความดันสูงถึง 150 ให้นอนพักในห้อง ER รอให้ความดันลด นอนอยู่ชั่วโมงกว่า ความดันสูงเหมือนเดิม หมอสั่งให้คุณพ่อไปเป็นคนไข้ในเพื่อเข้ารับการรักษา คุณพ่อไม่ยอม บอกว่าไม่เป็นไร ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เลยโทรไปหาเพื่อนที่เป็นหมอขอคำแนะนำ

เพื่อนผมที่เป็นหมอมาถึงห้อง ER พูดกับคุณพ่อด้วยความนุ่มนวล ถามว่าเป็นอะไรครับด้วยภาษากวางตุ้ง ด้วยวิธีพูดอย่างนี้คุณพ่อเปิดใจว่าไม่นอนโรงพยาบาลเด็ดขาด หมอที่เป็นเพื่อนผมชวนผมออกจากห้อง ER แล้วบอกว่าให้พาคุณพ่อกลับบ้านนอน รับประกันเลยว่าความดันลงแน่

ถ้าคุณพ่อนอนโรงพยาบาล ความดันจะไม่มีทางลด แต่ข้อแม้คือผมต้องนอนเป็นเพื่อนคุณพ่อ คุณพ่อออกจากโรงพยาบาลสองทุ่มกว่า หัวถึงหมอน 4 ทุ่ม ตื่นเช้าวันรุ่งขึ้นคุณพ่อยิ้ม....ความดันปกติ

แกะดำเป็นคนไข้ ICU เกือบ 6 สัปดาห์ ปากคอแห้งเหมือนทะเลทราย เพราะดื่มน้ำไม่ได้ เครียด เลยบอกหมอที่เป็นเพื่อนว่าทำอย่างไรถึงพ้นความเครียด เขาบอกว่าถ้าทำตามคำแนะนำของเขาอย่างเคร่งครัด เขาจะให้ปากคอได้รับความชุ่มชื้น ถามครั้งที่สองว่าทำตามได้ไหม ผมรับปากว่าจะทำตามอย่างเคร่งครัด

เพื่อนเดินไปที่เครื่องทำน้ำแข็ง เอาน้ำแข็งมาปั่นเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ เป็นจำนวนมาก แล้วป้อนเข้าปากผมทีละเกล็ด พร้อมบอกว่า ห้ามกลืนเด็ดขาด ต้องอมเกล็ดน้ำแข็งจนละลายเป็นหยดน้ำแล้วกลืน ทำเป็นเวลาเกือบ 20 นาที

นี่เป็นวินาทีแห่งความสุข คนเราเมื่อสุข เลยกล้าสู้กับความเจ็บปวด ออกจากห้อง ICU กลับบ้านใน 8 สัปดาห์กว่า หมอทั้งสองเรื่องเล่าคือคนคนเดียวกันที่เข้าใจ “คนไข้” มากกว่า “ไข้” This is power of empathy

ส่วนผู้ถือหุ้น 5,000 คนเมื่อมาใช้บริการที่โรงพยาบาลนี้ จะได้สิทธิพิเศษเป็นส่วนลด นอกจากนั้นจะมีคนไข้ที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นมาใช้บริการด้วย ที่สำคัญคือค่ารักษาที่เป็นราคายุติธรรม สมเหตุสมผล

โมเดลนี้ทำให้เกิดทางเลือกที่สามที่เป็น win-win solution ทั้งคุณหมอที่ไม่ต้องรับใช้นายทุน founding member มีสิทธิเป็นเจ้าของโรงพยาบาล พร้อมมีสิทธิพิเศษ และยังแผ่อานิสงส์ไปรับคนไข้นอกที่ไม่ต้องไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชน

ผู้อ่านอาจจะถามว่าโมเดลนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ในเชิงพาณิชย์ ที่รักษาคนไข้ด้วย fair pricing แล้วจะอยู่ได้หรือ อยู่ได้แน่นอนครับ ถ้าเราไปดูงบกำไรของโรงพยาบาลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ องค์กรเหล่านั้นกำไรเกินความเป็นจริงครับ

โรงพยาบาลที่บริหารงานโดยเอาเงินเป็นตัวตั้ง นี่เป็นข้อมูลซ่อนเร้นที่เจ็บปวดสำหรับผู้คนที่เจ็บป่วย เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาคนไข้ป่วยหนักทำให้ผู้คน “ลำบาก” และถ้าผู้อ่านเป็นคนช่างสังเกต เวลาดูบิลค่ารักษาพยาบาลมันจะมีหมวดหมู่ค่ารักษาที่อธิบายไม่ได้ซ่อนไว้เต็มไปหมด

ตัวอย่างเช่น ค่าบริการทางการแพทย์ ซึ่งไม่รู้ว่ามันคืออะไร ถามก็ไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจน ผมแปลความหมายมันคือเงินกินเปล่าที่มารุมกินโต๊ะคนไข้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” เป็นรายได้กินเปล่าที่ overcharge คนไข้อย่างไม่มีที่มาที่ไป

อีกเรื่องหนึ่งคือค่า doctor fees ที่สูงเกินกว่าเหตุ ผมมีเรื่องเล่าดังนี้เพื่อนผมที่เป็นหมอเคยเล่าว่าเขานั่งในห้องพักแพทย์ แล้วหมอท่านอื่นคุยกันเรื่องนาฬิกาข้อมือ ทราบไหมครับราคานาฬิกาที่พวกนายแพทย์เหล่านั้นคุยกันราคาหลักเรือนละล้านบาท

ถามว่านาฬิกาแต่ละเรือนมาจากไหนก็ได้จากค่า doctor fees ที่ overcharge คนไข้นี่แหละครับ ประเด็นคือหมอเชิงพาณิชย์มีอยู่ดาษดื่นที่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชน

เคยมีคนให้ความเห็นว่าเงินจำนวนนี้ไม่สามารถสร้างโรงพยาบาลขนาดย่อมได้ ผมมีความเห็นตรงกันข้าม ทำได้ครับ แต่เราต้องสร้างโมเดลใหม่ที่ปฏิวัติเก่าโดยสิ้นเชิง

เรื่องที่ดินเราจะขอบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ในเมื่อยังมีผู้มีจิตศรัทธายินดียกที่ดินสร้างวัด ทำไมไม่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินสร้างโรงพยาบาล “พอ” เพื่อให้คุณภาพชีวิตคนไทยดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องบริจาค ขายที่ดินให้กับโรงพยาบาลในราคาที่เป็น fair price

เพื่อให้กำไรของโรงพยาบาลนำกลับมาเป็น working capital ในการพัฒนาตัวโรงพยาบาลให้มีขีดขั้นความสามารถในการดูแลผู้ป่วยให้มากกว่าเดิม ประเด็นคือโรงพยาบาลนี้เน้นที่คุณภาพ ไม่เหมือนกับโมเดลของโรงพยาบาลปัจจุบันที่คนไข้ต้องเล่นเก้าอี้ดนตรี

มีคนเคยบอกว่าเครื่อง MRI ตัวหนึ่งราคาสูงมากหลายสิบล้านบาท แล้วแนวคิดของเราจะเป็นจริงได้หรือ คำตอบคือโรงพยาบาล “พอ” ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ยังไม่จำเป็นในช่วงแรก เราสามารถ networking กับศูนย์ MRI แล้วส่งคนไข้ไปตรวจ เท่าที่ผมทราบข้อเท็จจริง MRI ของโรงพยาบาลบนถนนสุขุมวิทมัน over-supply นี่เป็นความสูญเปล่าทางด้านทรัพยากร

ผมอยากคุยกับคนที่สนใจวิธีคิดนี้ครับ