ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงพยาบาลยุคใหม่ทุ่มเงินมหาศาลไปกับนวัตกรรม แต่ทำไมปัญหารอคิวนาน ความคลาดเคลื่อนทางยา หรือความปลอดภัยของคนไข้ยังคงอยู่
KEY POINTS
- อนาคตระบบสาธารณสุข ต้องมีความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพของการดูแล ความคาดหวังของผู้ป่วย การบริหารจัดการ ให้บริการสาธารณสุข และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
- บทบาทโรงพยาบาลเอกชนต้องพัฒนาทักษะ Evidence-Based Decision-Making บุคลากรต้องใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจและลดกระบวนการที่ซ้ำซ้อน
- โรงพยาบาลส่วนใหญ่มักจะทุ่มงบไปกับการพัฒนา สร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ แต่จริงๆ แล้วต้องมุ่งเป้าแก้ Pain Points อย่าง การรอคิวนาน การจ่ายยาผิด และการติดเชื้อในโรงพยาบาล ร่วมด้วย
กระแสการทุ่มงบประมาณระดับ "หลักร้อยล้าน" เพื่อทำ Digital Transformation ของโรงพยาบาลทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทยในการบริหารจัดการ และแก้ปัญหาต่างๆ นั้น กลับมีคำถามว่า "ทำไมปัญหาพื้นฐานอย่างการรอคิวครึ่งค่อนวัน ความผิดพลาดทางการยา หรือการติดเชื้อในโรงพยาบาล ถึงยังเป็นโจทย์ที่แก้ไม่ตก
งาน “Hospital Management Asia (HMA) 2026” หรืองานประชุมการบริหาร จัดการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่มีการรวมพลผู้นำด้านสาธารณสุข ผู้บริหารโรงพยาบาล ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล และนักนวัตกรรรมด้านสาธารณสุข จากภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก จัดงานภายใต้แนวคิดหลัก "Leading Change that Delivers" หรือ"ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง สู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม" ระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ความท้าทายที่โรงพยาบาลตต่างๆ กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันทั้งในมิติเชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติงาน ครอบคลุมตั้งแต่ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคน (Workforce Transformation) และความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety)ไปจนปัญญาประดิษฐ์ (AI) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน (Digitalization) ประสบการณ์ผู้ป่วย (Patient Experience) การพัฒนาคุณภาพบริการ (Quality Improvement) และการจัดบริการสาธารณสุขที่ยั่งยืน (Sustainable Healthcare Delivery)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เครื่องมือแพทย์ส่อขาดตลาด ก.ค.นี้ ฝากรัฐเลิกแช่แข็งราคา-เปิด Fast Track
รพ.กรุงเทพ ปักหมุดศูนย์ 'CoDE' ตั้งเป้า 5 ปี ดันไทยสู่ 'Dental Hub of Asia'
ธุรกิจโรงพยาบาลแข่งขันรุนแรงมากขึ้น
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่าขณะนี้ธุรกิจโรงพยาบาลมีแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เพราะไม่ได้เกิดการแข่งขันภายนอกประเทศเท่านั้น แต่โรงพยาบาลรัฐ และโรงพยาบาลเอกชนของไทยก็ต้องแข่งขันกันเอง เพื่อความอยู่รอด ซึ่งหลายๆ โรงพยาบาลได้มีการนำเทคโนโลยี เครื่องมือทางการแพทย์สมัยใหม่ อย่าง AI หรือ หุ่นยนต์ทางการแพทย์ เข้ามาช่วยในการดูแล รักษาผู้ป่วย รวมถึงช่วยลดภาระงานให้แก่แพทย์ อาทิ เทคโนโลยี AI ช่วยอ่านแผ่นเอกซเรย์ทางการแพทย์ การรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วย เป็นต้น
นอกจากนั้น โรงพยาบาลต่างๆ ต้องมีการวิเคราะห์ทิศทางการเติบโตของแนวทางการดูแลสุขภาพ รักษา การป้องกันโรคให้แก่คนไข้ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพใหม่ๆ การเข้ามาของเทคโนโลยี วิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก และโรคอุบัติใหม่
“อนาคตระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ คือ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพของการดูแล ความคาดหวังของผู้ป่วย ความสามารถในการบริหารจัดการ และให้บริการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องในระยะยาว (Operational Sustainabiity) รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรงพยาบาลเอกชน มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานบริการสาธารณสุข ควบคู่ไปกับการบูรณาการความร่วมมือกับ ทุกภาคส่วนในระบบนิเวศด้านสุขภาพ”
ดึงเทคโนโลยี ยกระดับรักษาพยาบาล
ปัจจุบันต้องยอมรับว่าโรงพยาบาลรัฐกำลังยกระดับบริการขึ้นมาเทียบเคียงโรงพยาบาลเอกชน ความเก่งของแพทย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดอีกต่อไป แต่ "ประสบการณ์ผู้ป่วย" (Patient Experience) ที่ต้องไร้รอยต่อตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้าประตูจนถึงตอนกลับบ้าน
นพ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่าการนำเทคโนโลยีมาทำ Triage Optimization (การคัดแยกผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ) และใช้ Digital Clinical Pathways มาออกแบบเส้นทางการรักษาให้ราบรื่น จะช่วยลดจุดสะดุดในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการบริหารจัดการเตียงและการ Discharge ที่รวดเร็ว บริการที่ใส่ใจในรายละเอียด การลดความยุ่งยากเหล่านี้ จะเป็น Winning Game สำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนยังคงครองใจผู้รับบริการที่มีกำลังซื้อได้
“บทบาทของโรงพยาบาลเอกชนต้องพัฒนาทักษะ Evidence-Based Decision-Making บุคลากรต้องใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจและลดกระบวนการที่ซ้ำซ้อน แต่ต้องมีการตรวจสอบ (Verification) และคงไว้ซึ่ง Human Touch เพราะ AI อาจแปลความหมายผิดหรือพลาดบริบทสำคัญไปได้ การที่บุคลากรมีความเข้าใจในข้อมูลเชิงประจักษ์ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีจึงเป็นจุดตัดสำคัญของประสิทธิภาพการรักษา”
ปลดล็อก AI ในโรงพยาบาลเอกชน
แม้โรงพยาบาลมีการลงทุนอย่างมากในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แต่หลายแห่งยังคงเผชิญกับความท้าทายพื้นฐาน ที่รวมไปถึง ความคลาดเคลื่อนทางยา ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย การติดเชื้อในโรงพยาบาล การพลัดตกหกล้มของผู้ป่วย แผลกดทับ และรอคิวนาน ทั้งรอพบแพทย์ รอเตียง และรอหมอ สังจำหน่ายผู้ป่วยในออกจากโรงพยาบาล
นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวอีกว่าหนึ่งในอุปสรรคสำคัญทางการแพทย์ที่ต้องหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน คือ ข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้เทคโนโลยีใหม่ๆ มักถูก "กัก" ให้ทดลองใช้เฉพาะในโรงพยาบาลรัฐเท่านั้น ภาครัฐควรการเปิดทางให้มี "Private-Public Testing Partnerships" หรือ Sandbox เพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนร่วมพัฒนาเทคโนโลยีได้โดยไม่ต้องรอการออกกฎหมายเต็มรูปแบบ จะเป็นการสร้างวิน-วินโซลูชันที่น่าสนใจมาก เพราะ "รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด" แต่สามารถใช้ศักยภาพของเอกชนเป็นฐานการทดสอบและกระจายเทคโนโลยี
“การรักษาโรคบางโรค ทุกวินาที คือชีวิต อย่าง โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หากมีเครื่องมือ AI สามารถช่วยคัดกรองได้รวดเร็วขึ้นในโรงพยาบาลเอกชน ผลลัพธ์จะต่างกันมหาศาลระหว่างผู้ป่วยที่กลับมาเดินได้ปกติ กับผู้ป่วยที่ต้องเผชิญภาวะทุพพลภาพเพียงเพราะนวัตกรรมเข้าถึงได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น”
ความท้าทายของธุรกิจโรงพยาบาลไทย
ความท้าทายที่โรงพยาบาลไทยต้องเผชิญไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว เรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างกำลังคนที่กำลังถึงจุดวิกฤต เทคโนโลยีที่ปราศจาก Workflow ที่มีประสิทธิภาพและคนที่มีทักษะ จะกลายเป็นเพียงต้นทุนจมที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม
นพ.ไพบูลย์ กล่าวด้วยว่านวัตกรรมในยุคนี้ต้องมุ่งเป้าไปที่การแก้ Pain Points ที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่งคั่งและชื่อเสียงขององค์กร ได้แก่ความคลาดเคลื่อนทางยาที่ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางการแพทย์ แต่คือความเสี่ยงทางกฎหมายและต้นทุนความน่าเชื่อถือ อีกทั้งฐานรากสำคัญของการบริหารความเสี่ยง (Risk Mitigation) ที่ส่งผลต่ออัตราการครองเตียงและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดภาระงานซ้ำซ้อน ไม่ใช่เพิ่มภาระการคีย์ข้อมูลให้บุคลากร และการปลดล็อกคอขวดเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรผ่านการหมุนเวียนทรัพยากรที่มีจำกัด
"นวัตกรรมทางการแพทย์ ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องควานหา แต่คือสิ่งที่เราต้องประยุกต์ใช้ให้เป็น ความสำเร็จของโรงพยาบาลในทศวรรษหน้าไม่ได้วัดกันที่จำนวนหุ่นยนต์ที่ซื้อมา ต้องตัดสินกันที่ความสามารถในการลดอัตราการเสียชีวิต ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วยผ่านการใช้งานเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด”
“HMV 2026” ยกระดับโรงพยาบาลภูมิภาคเอเชีย
เวทีประชุมวิชาการ HMA 2026 จัดขึ้นที่ประเทศไทย เป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แบ่งปันประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการและบริการสาธารณสุข กับผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ของภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกัน ยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากแนวทางและแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย
หนึ่งในแนวคิดหลักของงาน HMA 2026 คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัล มาสู่กระบวนการทำงานจริงในระบบบริการสาธารณสุข ได้แก่ การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยเพื่อประเมินความเสี่ยง การตัดสินใจโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลและข้อมูลออกแบบแผนการดูแลรักษาผู้ป่วย ตลอดจนโอกาสและความเสี่ยงในการนำ Generative Al และ Agentic AI มาใช้ในบริการด้านการแพทย์
ฟาบริช เลอเกต์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริษัท Siemens Healthineers กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีจะต้องก้าวข้ามการสร้างนวัตกรรมเพียงเพื่อความแปลกใหม่ และสามารถแสดงให้เห็นถึง คุณค่าที่ชัดเจนในด้านการรักษาพยาบาล ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
“หัวใจสำคัญก็คือ การผสานเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการที่ถูกต้อง ทักษะ และความเป็นผู้นำ เพื่อแปลงนวัตกรรมไปสู่ผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อโรงพยาบาลและผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม"





