วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

ถึงเวลาที่ไทยต้องมีกองทุนเชิงกลยุทธ์ของประเทศเสียที

ผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้ง ที่ได้ยินผู้ใหญ่ในรัฐบาลนี้พูดถึงวงเงินที่นักลงทุนต่างประเทศจะนำเข้ามาลงทุน ไม่ว่าในพื้นที่ทั่วไป และพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษอย่าง EEC

แน่นอนที่สุด นักลงทุนจะได้รับการปรนเปรอจากรัฐบาลไทยด้วยการลดสารพัดภาษีให้ เมื่อลงทุนแล้วก็กลัวเขาจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านของเรา

คนของรัฐบาลก็จะเกิดความพะวงบางเรื่อง เช่น เรื่อง Data Center เราก็ปล่อยให้เขามาลงทุนกันเหมือนแย่งกันขุดทอง โดยหารู้ไม่ว่าเราจะถูกกระทบแค่ไหนอย่างไร แล้วเราก็มีอาการว้าวุ่น

เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวในงานปิดการประชุม Bangkok Summit 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ (ที่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน)

จะผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 โดยการเน้นให้การลงทุนเป็นตัวนำ (Investment-Led Growth Policy) พร้อมตั้งเป้าหมายให้ GDP ขยายตัวเฉลี่ย 5 % ต่อปี

แต่แล้วเมื่อฟังแนวทางของท่านในเรื่องแนวทางการลงทุน ก็เข้าอีหรอบเดิม คือ ท่านหวังให้มีการดึงการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศเป็นสรณะ 

คำก็เงินนอก สองคำก็เงินนอก ทั้งๆ ที่เราเห็นกันเต็มตาแล้วว่าผลของการมุ่งเปิดรับเงินนอกแบบหัวปักหัวปำในช่วง 30 – 40 ปีที่ผ่านมา ไทยเราได้รับประโยชน์และความสุขแค่ไหน ความทุกข์แค่ไหน นับวันรายได้ภาครัฐไม่พอรายจ่ายจนหนี้สาธารณะพุ่ง และหนี้ครัวเรือนลอยชนเพดาน

ส่วนประชาชนก็จนตลอดกาล โดยไม่เคยรู้จักกับการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลองทบทวนกันให้หนักหน่อยว่านโยบายที่ว่านี้จะถูกต้องจริงแท้แค่ไหน

ที่น่าเจ็บใจนักคือ ผู้ใหญ่ในรัฐบาลไทย ไม่ค่อยสนใจการส่งเสริมให้คนไทยและกองทุนของคนไทยเป็นตัวนำการลงทุนเสียเอง ยิ่งกว่านั้นกองทุนของรัฐบาลไทยที่จะนำมาลงก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีกองทุนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

นับวันแม้สินค้าที่เราต้องใช้เองตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ทุกวันนี้ล้วนเป็นของที่ต่างชาติผลิตแทบจะทุกรายการ เสื้อผ้าและของใช้ทั่วไปไม่ว่าชิ้นเล็กชิ้นน้อย คนไทยก็ใช้ของนำเข้าแทบทั้งหมดอยู่แล้ว

ส่วนสินค้าส่งออกของไทยทุกวันนี้ ก็เป็นสินค้าที่ผลิตจากบริษัทและโรงงานที่ต่างชาติเป็นผู้ลงทุนเป็นส่วนใหญ่ แม้สินค้าชิ้นส่วนที่เป็นสินค้าห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ก็เป็นผลผลิตจากบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้นแทบทุกรายการ

ยิ่งการลงทุนของบริษัทใหญ่ๆของไทยที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทุกวันนี้ ก็มีกองทุนต่างชาติถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งนั้นไม่ว่าสาขาใด ยิ่งธนาคารพาณิชย์ใหญ่ๆ ยิ่งมีต่างชาติถือหุ้นมาก เงินกำไรและเงินปันผลที่ดีก็ต้องจ่ายไปให้กองทุนต่างชาติไม่ใช่น้อย

ส่วนคนไทยข้าราชการก็ถูกกดดันด้วยเงินเดือนต่ำๆ แรงงานก็ถูกกดดันด้วยค่าจ้างน้อยนิด เกษตรกรก็ถูกกดดันด้วยผลผลิตราคาถูก

อยากถามตรงๆกับรัฐบาลที่คนไทยระดับมีภูมิปัญญาส่วนใหญ่ไม่ค่อยศรัทธาในการมีธรรมาภิบาลทุกวันนี้ว่า ท่านได้ตระหนักถึงจุดบอดของบ้านเมืองดังกล่าวกันบ้างไหมครับ

เพื่อปลดปล่อยความอึดอัดในวันนี้ ผมจะขอพูดถึงการจัดหาเงินของรัฐบาลมาตั้งเป็นกองทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อลงทุนให้เกิดผลผลิตมาค้ำจุนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน เหมือนที่ต่างประเทศเขาทำกัน นับตั้งแต่สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ลองตามและช่วยผมคิดกันหน่อยครับว่าจะเป็นไปได้ไหม

1.รัฐบาลไทยขณะนี้ไม่สามารถหาเงินลงทุนแบบถาวร มากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยลำแข้งของตัวเองได้แม้แต่น้อยนิด 

ตามที่ผมได้พูดถึงในบทความวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เรื่องการคลังภาครัฐที่ถูกบีบรัดแบบงูกินหางด้วยกฎหมายการคลัง สรุปได้ว่า

งบลงทุนของภาครัฐที่สามารถจัดสรรให้มาในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายนั้น ไม่เป็นงบลงทุนที่มีผลต่อการนำพาประเทศชาติให้ไล่ทันประเทศอื่นเขาได้เลย แต่เป็นแค่การลงทุนสร้างถนนหนทางสะพาน ระบบชลประทาน ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ต่างๆ เมื่อเกิดเภทภัย หรือสร้างอาคารที่เป็นหน่วยงานรัฐเท่านั้น

แต่ไม่สามารถนำไปลงทุนหรือร่วมลงทุนกับเอกชนและต่างชาติในโครงการใหญ่ๆที่เป็นกลยุทธ์เพื่อผลักดันการผลิตที่แท้จริงของประเทศให้ GDP ขยายตัวได้ 

ยกตัวอย่างโครงการ EEC ที่จะให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่ปั้นกันขึ้นมาเพื่อหวังแต่จะให้ต่างประเทศมาลงทุน แต่ค้างเติ่งมานานไม่ค่อยมีนักลงทุนต่างประเทศสนใจ

เพราะเศรษฐกิจโลกโตน้อยด้วยเหตุนานัปการมาร่วม 10 ปีแล้ว แถมนักลงทุนไทยที่จะทำโครงการง่ายๆ เช่น คอนโดมิเนียม ก็ไม่ลงทุนด้วย เพราะต้องรอให้ต่างประเทศเริ่มก่อน เป็นต้น

โครงการ EEC นี้ชี้ให้เห็นชัดถึงความคิดของนักการเมืองระดับใหญ่และนักกลยุทธ์การลงทุนของไทยในอดีตที่หวังแต่จะพึ่งชาวต่างชาติมาลงทุนเท่านั้น โครงการ EEC นี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีกับการคิดโครงการใหญ่ข้างหน้า แบบลงทุนเตรียมที่ทางไว้ แต่เจ้าของที่ดินคิดทำโครงการเองไม่เป็น ต่อไปสภาพัฒน์ต้องไม่เชื่อการชี้นำของนักการเมืองง่ายๆ

2. ขอให้ศึกษาการมุ่งเน้นให้การลงทุนเป็นตัวนำด้านการเติบโตของประเทศสิงคโปร์ดูบ้าง

บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (ไพรเวท) จำกัด ของสิงคโปร์ ได้ก่อตั้ง “กองทุนเทมาเส็ก” เป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติในปี 1974 หรือเมื่อ 52 ปีที่แล้ว

กองทุนนี้ตั้งขึ้นมาด้วยเงินกองทุนเพียง 354 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 85,000 ล้านบาท) จนขณะนี้กองทุนเทมาเส็กมีมูลค่าถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 7.4 ล้านล้านบาท หรือสองเท่าของงบประมาณทั้งปี 2570 ของไทย (3.78 ล้านล้านบาท)

สิงคโปร์ประเทศที่มีเนื้อที่เล็กนิดเดียวพอๆ กับเกาะภูเก็ต แต่มีทุนมหึมามากเพราะคนของสิงคโปร์เก่งในการค้าขาย สมัยที่ไทยมีสินค้าส่งออกหลักเป็นดีบุก ยางพารา ไม้สัก และข้าว

ท่านผู้อ่านทราบไหมว่า ไทยเราต้องอาศัยขายสินค้าให้บริษัทในสิงคโปร์ แล้วสิงคโปร์ขายส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น ยิ่งกว่านั้นสิงคโปร์ยังเก่งมากในการนำเงินไปต่อเงินเพื่อการลงทุน

นอกจากกองทุนเทมาเส็กแล้ว รัฐบาลสิงคโปร์ยังมีกองทุน GIC (Government of Singapore Investment Corporation) ซึ่งมีหน้าที่หลักในการบริหารกองทุนสำรองระหว่างประเทศ

โดยสิงคโปร์จะเปิดช่องให้กองทุนสำรองนี้ไปลงทุนในหุ้นใหญ่ๆในต่างประเทศได้ด้วย โดยเฉพาะได้มีการลงทุนในไทยอันดับค่อนข้างสูงหลายบริษัท เช่น บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร บริษัทปตท. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริษัทซี พี ออลล์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น 

ส่วนกองทุนเทมาเส็ก จะลงทุนหลักในบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจของสิงคโปร์ และในบริษัทชั้นนำในต่างประเทศด้วย เช่น บริษัท Alibaba บริษัท Singtel ที่เคยเป็นเจ้าของบริษัท AIS บริษัทเครือข่ายมือถือที่ใหญ่ที่สุดของไทย และ Intouch Holdings ในประเทศไทยมานานร่วม 20 ปี เป็นต้น

ถ้าจะถามว่าทำไมประเทศสิงคโปร์สามารถลงทุนได้กว้างขวางมากมายกว่าประเทศไทย ตอบได้เลยว่าในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา นายก ลี กวนยู ได้กวาดล้างคอร์รัปชันของประเทศจนหมดเกลี้ยง ไม่ต้องมาวางกรอบป้องกันตนเองมากเพราะเกรงกลัวคอร์รัปชันเหมือนไทย

ทำให้รัฐบาลของเขามีความคล่องตัวและธรรมาภิบาลสูงติดกลุ่มท็อปของโลก จึงทำการกำกับองค์กรเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ อย่างเทมาเส็กที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้มากกว่าระบบราชการของเขาด้วยซ้ำ

จากความรู้ที่ได้จากคุณดลรวี ภัทรกุลพิมล ที่ปรึกษานโยบายสาธารณะจากฐานชุมชน สรุปได้ว่า สิงคโปร์ไม่ได้แค่จับคนโกง แต่เขาออกกฎหมายเป็นกำแพงหลายชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโกง มีกฎหมายชื่อ Prevention of Corruption Act 1960 และกฎหมายที่ทำให้ต้นทุนการโกงสูงขึ้น

อีกทั้งได้วางระบบให้คอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาของหน่วยงานปราบโกงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาของระบบรัฐด้วย สรุปก็คือสิงคโปร์ไม่ได้แค่สร้างระบบปราบโกง แต่ได้สร้างไม่ให้มีวัฒนธรรมการโกงด้วย ไทยเราห่างเขาหลายชั้น

3. ขนาดของกองทุนและแนวทางการจัดหาเงินมาตั้งเป็นกองทุนเชิงกลยุทธ์ของประเทศ (Thailand Strategic Fund) 

กองทุนนี้หากจะจัดตั้งอย่างจริงจังจะต้องมีขนาดใหญ่มากพอ ถ้าเริ่มตั้งกันในปีนี้ก็ต้องมีการออกกฎหมายที่ชัดเจน มีการจัดรูปองค์กรพร้อมการวางหลักและกฎเกณฑ์บริหารจัดการที่ไม่ทำกันง่ายๆ แบบไทย ขั้นนี้เรียกว่าระยะเตรียมการ ถ้าทำให้ได้เร็วอย่างน้อยต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าปี

เพราะประเทศไทยทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและรัฐบาลทำอะไรเร็วไม่เป็น ขนาดของกองทุนควรเริ่มต้นจากห้าหมื่นล้านบาท แต่อีก 4 ปีข้างหน้าต้องโตให้ได้เป็นห้าแสนล้านบาท และใน 8 ปีข้างหน้าต้องโตให้ได้เป็น 1 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 3.5 ของ GDP ของประเทศ

เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว ผมได้หารือกับท่านผู้รู้ด้านการคลังของไทยมากท่านหนึ่ง เรื่องการขยับขยายงบลงทุนภาครัฐของไทยให้มีสาระที่เป็นงบลงทุนภาครัฐอย่างจริงจังตามนัยที่กล่าวในข้อ 1 ข้างต้น ก็ได้รับคำแนะนำว่า

อย่าไปคิดแก้พันธนาการด้านการคลังที่มีอยู่ให้มากเรื่องเลย ถ้าจะเพิ่มงบลงทุนภาครัฐอย่างจริงจัง ก็ต้องหาเงินมาตั้งเป็นกองทุนใหม่ แล้วก็ต้องทำการออกกฎหมายใหม่เฉพาะเรื่อง ถึงแม้กองทุนเชิงกลยุทธ์ของไทยเราจะตั้งขึ้นมาช้ากว่ากองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ถึง 52 ปี ก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย

และหากจะทำให้เร็วในระยะแรกให้ได้ก่อน ก็อาจแก้กฎหมายที่มีอยู่ในหัวข้อที่ไม่ใหญ่นักมาใช้ไปพลาง ก่อนที่จะร่างกฎหมายเฉพาะเสร็จก็ควรทำได้

ส่วนที่มาของเงินกองทุนคงสามารถหามาได้ ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาจากเงินกองทุนประกันสังคม ที่ขณะนี้มีถึงประมาณ 3.04 ล้านล้านบาท กองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ที่มืออาชีพด้านการลงทุนบริหาร มีถึงประมาณ 1.58 ล้านล้านบาท และกองทุนการออมแห่งชาติ มีอยู่ประมาณ 0.16 ล้านล้านบาท

ที่พูดถึงกองทุนเหล่านี้ เพราะสินทรัพย์มั่นคงที่กองทุนใหญ่ทั้งสามนี้ต้องถืออยู่เป็นหลัก ก็คือพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลค้ำประกัน แต่มากกว่าครึ่งไปลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนต่างประเทศ ก็น่าที่จะแบ่งปันเงินออมระยะยาวเหล่านี้ มาถือหน่วยลงทุนของกองทุนเชิงกลยุทธ์ได้มากพอควร

ผมขอเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายว่า อย่าเสียเวลาไปแก้กฎหมายเพื่อบีบคั้นงบประมาณแผ่นดินเพื่อโยกเงินงบประมาณที่เหมือนคนขาดสารอาหารมาเติมงบลงทุนเลย คิดแก้กฎหมายเก่าบ้างและร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาบ้างตามแนวที่ผมว่าน่าจะดีกว่ามากครับ

แหล่งหาเงินที่สำคัญของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง คือ รัฐวิสาหกิจทั้งหลายตั้งแต่ไหนแต่ไรมารัฐบาลต้องใช้เงินภาษีอากรไปลงทุนให้อย่างต่อเนื่อง หรือไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อนำเงินมาลงทุน

รัฐวิสาหกิจไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่สุขสำราญกันมาก บริหารเงินภายใต้การดูแลของคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยนักการเมือง ที่เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ที่มีกฎหมายและกฎเกณฑ์กำกับค่อนข้างจะหละหลวมกว่าบริษัทเอกชน

และมีหลายวิสาหกิจที่พรรคการเมืองสามารถใช้นักการเมืองของตนไปชักใยอยู่อย่างเห็นได้ชัด จนผู้บริหารล้วนหลงผิดลืมคิดไปว่าเงินลงทุนนั้นมาจากภาษีของประชาชน เรื่องนี้รัฐบาลต้องเข้าไปปฏิรูปโดยเร็ว

ดังนั้น รัฐบาลควรปฏิรูปวิธีการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจให้กระชับขึ้นอย่างพลิกผัน ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ไม่เปิดช่องให้นักการเมืองเข้าไปหาผลประโยชน์ เพิ่มเกณฑ์การส่งกำไรเข้ารัฐอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเร็วด้วย

4. การบริหารจัดการกองทุนเชิงกลยุทธ์ต้องทำตามหลักที่ถูกต้องไร้การครอบงำของการเมือง

ที่เอกลักษณ์ของการบริหารจัดการกองทุนต้องเป็นเช่นนี้ ตั้งอยู่บนข้อสมมุติฐานที่ว่า การคอร์รัปชันของไทยคงติดอันดับสูงไปอีกนาน

มันน่าขำที่รัฐบาลของเราขณะนี้ได้คิดจะนำพาประเทศไปเข้ากลุ่มประเทศ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) คือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกแค่ 38 ประเทศ แต่อันดับการคอร์รัปชันของเรายังสูงอยู่ถึงอันดับ 116 จากประเทศทั้งหมด 187 ประเทศ 

ดูเหมือนคณะรัฐมนตรีของเราจะเพ้อฝันหรือฟังแต่ดนตรีมากไปหน่อย จนไม่สำเหนียกกันเลยว่า การคดโกงฉ้อฉลของไทยมันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ไล่ลงมาตั้งแต่การทำฉ้อฉลในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถึงการจ้างข้าราชการระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ

แถมด้วยการโกงกันใน ปปช. ที่เป็นองค์กรปราบคอร์รัปชันแห่งชาติ ไม่มีประเทศใดจะโกงมากทุกกระบวนท่าเท่าไทยแล้ว อายประเทศเพื่อนๆ ในเอเชียที่โตมาด้วยกันบ้างไหม

โดยสรุป ผมอยากจะบอกรัฐบาลนี้และรัฐบาลที่ตามมาในอนาคต ถ้าเห็นด้วยกับผมตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็ขอให้รีบทำเรื่องการขจัดคอร์รัปชันที่เลวร้ายสุดๆ ของไทยในช่วง 3 ปีนี้ให้ลดลงแบบพลิกฝ่ามือด้วย

มิฉะนั้น ความเสี่ยงในการกำกับดูแลเรื่องเงินๆ ทองๆ ของประเทศก็ไม่มีวันจะบรรลุผลได้หรอกครับ

ท้ายที่สุดนี้ โดยที่ในวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมานี้เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันของไทยที่เพิ่งเห็น Motto ใหม่ออกมาว่าคอร์รัปชันเกิดได้ ก็แก้ได้ ผมก็ขอมอบความดีและประโยชน์ของบทความชิ้นนี้ ถ้ามี ให้กับองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ของไทยด้วยครับ