เช้าวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการเปิดใช้โปรแกรม AiPASS ของโครงการ TH-AI Passport ผมเป็นหนึ่งในคนจำนวนมากที่เข้าไปทดลองทันที คนส่วนใหญ่เข้าไปด้วยความคาดหวังว่าจะได้ใช้ AI ระดับ Pro แบบที่รัฐบาลโฆษณาไว้ ส่วนผมเข้าไปด้วยความคาดหวังที่ต่ำกว่านั้น เพราะเขียนไว้ในคอลัมน์นี้หลายครั้งแล้วว่าโปรแกรมนี้น่าจะยังมีอีกหลายอย่างต้องปรับปรุง สิ่งที่ผมทำในวันนั้นคือเอา prompt ชุดเดิมที่เคยใช้กับ AI เวอร์ชันฟรีมาลองกับ AiPASS ทีละข้อ แล้วดูว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้
KEY POINTS
- AiPASS มีจุดเด่นที่รวบรวมโมเดล AI ชั้นนำไว้ในที่เดียว แต่ยังขาดฟีเจอร์สำคัญสำหรับการทำงานจริง เปรียบเสมือนมีเครื่องยนต์แต่ยังไม่มีตัวรถที่ใช้งานได้
- ฟังก์ชันพื้นฐานหลายอย่างยังด้อยกว่า AI เวอร์ชันฟรีของค่ายอื่น เช่น การจำกัดขนาดไฟล์อัปโหลด, ไม่สามารถสร้างไฟล์เอกสาร (Word, Excel), และไม่มีส่วนเชื่อมต่อกับแอปภายนอก
- ประสิทธิภาพในการตอบคำถามยังสู้แอปต้นทางไม่ได้แม้จะเรียกใช้โมเดลตัวเดียวกัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคนิคและต้นทุนที่ทำให้ต้องจำกัดการใช้งานผ่านระบบเครดิต
- ปัจจุบัน AiPASS เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้ AI หลายๆ ตัว แต่ยังไม่ตอบโจทย์คนทำงานทั่วไปที่ต้องการเครื่องมือช่วยงานในชีวิตประจำวัน
ก่อนจะเล่าผลการทดสอบ ผมอยากทำความเข้าใจคำว่า Pro กันก่อน ในวงการ AI ไม่มีคำว่าโมเดล Pro เราใช้คำว่า Frontier Model และถ้าเป็นตัวเก่งสุดของแต่ละค่ายก็เรียก Top Frontier Model อย่าง Claude Opus 5, GPT-5.6 Sol หรือ Kimi K3 คำว่า Pro หรือ Premium เป็นชื่อแพ็กเกจของแอปที่เราจ่ายรายเดือน เช่น Gemini Pro, Claude Pro หรือ ChatGPT Plus ซึ่งเฉลี่ยตกเดือนละราว 600 บาท และประเด็นสำคัญคือคนที่ยอมจ่ายเงินค่าบริการ ส่วนใหญ่ไม่ได้จ่ายเพื่อให้ได้คุยกับโมเดลเก่งๆ มากขึ้น แต่จ่ายเพื่อ features ที่ทำให้เอา AI ไปทำงานได้จริง
เช่น การวิเคราะห์ไฟล์ขนาดใหญ่ ส่งผลลัพธ์เป็นไฟล์เอกสาร การสรุปวิดีโอ หรือการสร้างไฟล์นำเสนอ ส่วนการแชทถามตอบ สร้างภาพ หรือสร้างวิดีโอสั้นๆ นั้น เวอร์ชันฟรีทำได้อยู่แล้ว
ผลการทดสอบของผมออกมาชัดเจน AiPASS จำกัดการอัปโหลดไฟล์ไว้ไม่เกิน 30 MB ขณะที่เวอร์ชันฟรีของค่ายใหญ่รับไฟล์เกิน 100 MB ได้สบาย และแม้แต่การสั่งให้สร้างเอกสารออกมาเป็น Word, Excel หรือ PowerPoint ก็ทำไม่ได้ การถอดสคริปต์จากวิดีโอ YouTube ทำไม่ได้ ไม่มี connector ให้เชื่อมต่อกับ Gmail หรือปฏิทินเพื่อดูนัดหมาย และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ก็ยังไปไม่ถึง
งานเหล่านี้คือสิ่งที่ผมใช้กับเวอร์ชันฟรีเป็นประจำทุกวัน ผมโพสต์ผลนี้ลงเฟซบุ๊กตั้งแต่วันแรก และเห็นคนจำนวนมากสะท้อนเสียงเดียวกัน ทั้งเรื่องคำตอบที่ด้อยกว่าโปรแกรมฟรี ภาพที่ออกมาเพี้ยน วิดีโอที่ได้ไม่กี่วินาที ไปจนถึงบางคนที่เลือกใช้ Claude Opus 5 หรือ GPT-5.6 แล้วพบว่าสั่งงานไม่กี่ Prompt โควตาก็หมด
หลายคนถามผมว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คำตอบตรงๆ คือผมไม่แปลกใจ การทำโปรแกรม AI Gateway อย่าง AiPASS ไม่ใช่แค่การเอาโมเดลชั้นนำหลายค่ายมาวางเรียงกันในเมนู องค์ประกอบของแอป AI ที่ดีมีมากกว่านั้น ต้องมี context window ใหญ่พอจะรับข้อมูลมาประมวลผล ต้องมีสิ่งที่วงการเรียกว่า Harness คือชั้นของโปรแกรมที่ควบคุม
การเรียกใช้โมเดล ตั้งแต่การออกแบบคำสั่งของระบบ (system prompt) ไปจนถึงการต่อเครื่องมือต่างๆ เข้ากับโมเดล ซึ่งตรงนี้ค่ายใหญ่มีประสบการณ์มากกว่ามาก นี่คือเหตุผลที่แม้จะเรียกโมเดลตัวเดียวกันอย่าง GPT-5.6 หรือ Gemini 3.1 Pro คำตอบจาก AiPASS ก็ยังสู้แอปต้นทางไม่ได้ และแม้จะสร้างภาพด้วยโมเดลเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกัน
เรื่องต้นทุนก็เป็นอีกข้อจำกัดที่หลีกไม่พ้น การเรียกใช้โมเดลชั้นนำมีราคาแพง AiPASS จึงต้องกำหนดให้โมเดลแชทแบบไม่จำกัดเป็น Gemini 3.1 Flash Lite ซึ่งจัดว่าเก่าแล้วแต่ราคาเรียกใช้ถูกกว่า ขณะที่แอป Gemini เวอร์ชันฟรีที่แชทได้แทบไม่จำกัดเหมือนกันขยับไปใช้ Gemini 3.5 Flash Lite แล้ว ส่วนโปรแกรม AiPASS ก็ควบคุมค่าใช้จ่ายการเรียกโมเดลชั้นนำด้วยเครดิตวันละหนึ่งหมื่น ซึ่งหน้าเว็บบอกว่าพิมพ์ได้ราว 20 ถึง 50 ครั้งต่อวัน แต่พอใช้จริง ใครถามยาวหรือได้คำตอบยาวก็จะใช้ได้น้อยลง และยิ่งเรียกโมเดลแพงก็ยิ่งหมดเครดิตเร็วขึ้น
ส่วนเรื่องที่หลายคนบ่นว่าโปรแกรมเซ็นเซอร์ prompt บางคำสั่ง ผมคิดว่าไม่ได้เกิดจากการเทรนโมเดลให้ควบคุมคำตอบอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่น่าจะมาจากการเขียนฟังก์ชัน Guardrail และตรวจสอบคำสั่งที่สุ่มเสี่ยง เช่น การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือการสร้างข้อความที่ไม่เหมาะสม แล้วระบบก็ตัดสินใจไม่ส่งคำสั่งนั้นไปประมวลผล ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการควบคุมการใช้ AI ในองค์กรเพียงแต่ตอนนี้ยังเขียนได้ไม่ดีนัก จึงไปบล็อกคำสั่งที่ควรตอบได้
จุดเด่นของ AiPASS ตอนนี้จึงอยู่ที่การมีโมเดลหลายค่ายให้ลองในที่เดียว และสร้างรูปด้วยโมเดลเด่นๆ ได้ แต่ก็ติดลิมิตค่อนข้างเร็วจนสู้โปรแกรมเวอร์ชัน Pro ที่แท้จริงไม่ได้ ผมมองว่ามันเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มหัดใช้ AI หรือนักพัฒนาที่อยากได้ Top Frontier Model ไปเขียนโค้ด แต่สำหรับคนทำงานทั่วไปที่ต้องการเอา AI ไปทำเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล หรือจัดการงานประจำวัน มันยังไม่ตอบโจทย์
ลองนึกถึงการมีเครื่องยนต์ชั้นดีหลายสิบเครื่องวางอยู่ในโรงรถ นั่นไม่ได้แปลว่าเรามีรถยนต์ที่ขับไปไหนก็ได้ คนทั่วไปต้องการรถ ไม่ได้ต้องการเครื่องยนต์ และถ้าเราบอกให้เขาไปประกอบรถเอง ก็จะมีแต่ช่างหรือวิศวกรที่ใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น AI ก็เช่นกัน วันนี้ความสามารถของ Frontier Model แต่ละค่ายไล่กันมาจนแทบไม่ต่าง สนามแข่งจึงย้ายไปอยู่ที่ฟีเจอร์ของแอป เปรียบเสมือนการจ้างคนจบปริญญาเอกที่ฉลาดมากมาทำงาน แล้วบอกว่าให้นั่งตอบคำถามอย่างเดียว ห้ามทำเอกสาร ห้ามเปิดไฟล์ใหญ่ ห้ามเชื่อมต่อกับระบบอื่น เราคงไม่เรียกว่านั่นคือการใช้คนเก่งอย่างคุ้มค่า
ดังนั้นเราอาจไม่ได้ต้องการโมเดลที่ฉลาดที่สุด แต่ต้องการโมเดลที่ทำงานได้จริงมากกว่าแค่แชทตอบคำถาม สร้างข้อความ และสร้างภาพ เช่น การสร้างไฟล์นำเสนออัตโนมัติหรือการเชื่อมต่อกับแอปอื่น นั่นคือสิ่งที่โปรแกรม AI ในปัจจุบันเน้นทำ แม้แต่เวอร์ชันฟรีก็ยังทำได้
สิ่งที่ควรเร่งทำคือการปรับปรุงโปรแกรมนี้ให้มีความสามารถมากขึ้น เพื่อให้คนนำไปใช้ทำงานจริงได้ มากกว่าการเป็นเพียงโปรแกรมแชทให้ลองเล่นเบื้องต้นที่เลือกได้หลายโมเดล เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ใช้ก็จะรู้สึกว่าไปเล่นโปรแกรม AI ฟรีน่าจะดีกว่า
ผมไม่ได้บอกว่าโครงการนี้ไม่มีประโยชน์ การให้คนไทยหลักล้านได้ลองสัมผัสโมเดลระดับโลกในที่เดียวมีค่าในตัวมันเอง แต่ถ้าวัดจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายเดือนละ 600 บาทจนไม่ต้องซื้อเวอร์ชันเสียเงินหรือใช้ทำงานได้จริง วันนี้ AiPASS ยังไปไม่ถึง คนที่จ่ายอยู่ก็ยังต้องจ่ายเหมือนเดิม และคนที่ยังไม่เคยจ่าย ไปเล่นเวอร์ชันฟรีของค่ายใหญ่ก่อนอาจได้ประสบการณ์ที่ดีกว่าด้วยซ้ำ
สิ่งที่ผมอยากเห็นก่อนถึงขั้นตอนตรวจรับ คือการเร่งเติมฟีเจอร์พื้นฐานที่คนทำงานต้องใช้ การรับไฟล์ใหญ่ การสร้างเอกสารออกมาเป็นไฟล์ และ connector ที่เชื่อมกับเครื่องมือทำงานประจำวัน เรื่องเหล่านี้ทำได้ ไม่ใช่ข้อจำกัดที่แก้ไม่ได้ และเวลาหนึ่งปีของสิทธิ์ใช้งานเดินอยู่ทุกวัน ถ้าปล่อยให้ AiPASS เป็นแค่สนามให้ลองใช้หลายโมเดล เงินก้อนนี้จะกลายเป็นค่าเรียนรู้ราคาแพงว่าโมเดลที่ฉลาดที่สุด ไม่ได้แปลว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ที่สุด





