เรามักจะไม่คิดว่า หน้าที่หลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คือการขายพันธบัตรรัฐบาล และดอกเบี้ยต่ำคือตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐมนตรี
ตรงนี้จึงสะท้อนว่าประเทศสหรัฐ (และประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ) ปัจจุบันมีปัญหาหนี้สาธารณะสูงเกินเกณฑ์
“As Treasury Secretary, my job is to be the nation’s top bond salesman. And Treasury yields are a strong barometer for measuring success in this endeavor”
Remarks by Scott Bessent, Secretary of the Treasury before the Treasury Market Conference. 12 November 2025
เราจึงได้เห็นรัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม สั่งการให้ธนาคารกลางสหรัฐขายทุนสำรองของสหรัฐฯ ที่เป็นเงินยูโรไปใช้แลกซื้อเงินเยน ทั้งนี้เพื่อช่วยธนาคารกลางของญี่ปุ่นที่ต้องการเข้าไปแทรกแซงตลาดไม่ให้เงินเยนอ่อนค่าจนเกินไป
ถามว่าทำไมสหรัฐฯ จึงจะอยากเข้าไปช่วยญี่ปุ่นในการทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น? คำตอบคือ ช่วยให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเพื่อซื้อเงินเยน เพื่อไม่ให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง หรืออีกนัยหนึ่งคือ ไม่ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น
อีก 20 วันต่อมา ในวันที่ 19 สิงหาคม นาย Bessent ประกาศว่า กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จะเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10-30 ปี โดยให้เหตุผลว่า ต้องการทำให้ตลาดมีสภาพคล่องและกลับไปสู่ภาวะปกติ (ทั้งๆ ที่ตลาดก็ไม่ได้มีปัญหาสภาพคล่องแต่อย่างใด)
โดยจะเริ่มซื้อพันธบัตรดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน - 4 พฤศจิกายน (การเลือกตั้ง midterm ของสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน) โดยจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าวันละอย่างน้อย 4,000 ล้านเหรียญ
มาตรการดังกล่าวเมื่อประกาศออกมาส่งผลให้ดอกเบี้ยพันธบัตร 30 ปีลดลง 0.08% ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีลดลง 0.07% แต่อีกไม่กี่วันต่อมา ดอกเบี้ยก็ปรับเพิ่มขึ้นไปที่ระดับเดิม จึงเป็นการแทรกแซงที่ไม่ประสบความสำเร็จ
นอกจากนั้นก็ยังถูกนักลงทุนรายใหญ่ซึ่งเคยเป็น “นาย” และพี่เลี้ยง (mentor) ของนาย Bessent คือ นาย Stanley Druckenmiller เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ตำหนิการเข้าไปแทรกแซงตลาดพันธบัตรดังกล่าวอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน การเข้าร่วมแทรกแซงค่าเงินเยนกับธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเงินเยนก็ได้อ่อนตัวกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนที่มีการแทรกแซงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม
ทำไมรัฐมนตรีคลังจึงต้องพยายามทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดลง? ปกติเราจะให้ความสำคัญกับดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้น เช่นที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ตำหนิอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ นาย Jerome Powell ที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ยนโยบายลง
คำตอบคือ หนี้รัฐบาลนั้นส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาว หนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นมีอายุเฉลี่ย 6 ปี นอกจากนั้น การซื้อบ้านและผ่อนรถยนต์จะอิงดอกเบี้ยระยะยาว เช่น ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปี
ดังนั้น ดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงจึงเป็นภาระต่อประชาชน และส่งผลกระทบต่อความนิยมทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามต่อมาคือ โดยปกติแล้วหากธนาคารกลางลดดอกเบี้ยนโยบายลง ก็น่าจะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดลงตามไปด้วย ใช่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่เสมอไป
เช่น หากธนาคารกลางคุมเงินเฟ้อไม่เข้าเป้า และถูกกดดันโดยการเมืองให้ลดดอกเบี้ยนโยบาย นักลงทุนก็จะกลัวว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงมาก ดังนั้น นักลงทุนก็จะต้องการผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ที่สูงขึ้นหากจะต้องถือพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว
ปัจจัยอื่นที่เป็นตัวแปรในการกำหนดดอกเบี้ยระยะยาว คือ สถานะทางการคลังของรัฐบาล ได้แก่ ขนาดของหนี้สาธารณะต่อจีดีพี และขนาดของการขาดดุลของงบประมาณทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดปริมาณของพันธบัตรที่รัฐบาลจะต้องออกใหม่ในอนาคต
เมื่อเทียบกับความต้องการซื้อพันธบัตรดังกล่าว ซึ่งในส่วนของกำลังซื้อนี้จะมีอีก 2 ปัจจัยสำคัญคือ
ประชาชนของประเทศมีเงินออมสุทธิหรือไม่ เช่น กรณีของญี่ปุ่น ซึ่งประชาชนมีเงินออมสุทธิสูง จึงพร้อมที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะมีหนี้สินสูงมากและยังจะขาดดุลงบประมาณต่อไปอีกเรื่อยๆ (การมีเงินออมเหลือหรือไม่ในระยะยาว ดูได้จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นประจำหรือไม่)
ปัจจัยที่ 2 ต่างชาติมีความต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลมากน้อยเพียงใด เช่น ในกรณีของสหรัฐฯ เงินดอลลาร์ซึ่งเป็นเงินสกุลหลักของโลก และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังถูกมองว่า เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด (safe asset) ทำให้ธนาคารกลางเกือบทุกประเทศถือครองพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้นต่างชาติที่เป็นเอกชน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และบริษัทประกันภัย ก็ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
การที่สหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะสูงมากคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับจีดีพีของสหรัฐฯ และมีแต่จะเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณมากกว่า 6% ของจีดีพี และมีแนวโน้มว่าจะขาดดุลต่ออีกอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า
การคาดการณ์ของ Congressional Budget Office (ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐสภาสหรัฐฯ ที่เป็นองค์กรอิสระในการประเมินสถานะทางการคลังของสหรัฐฯ) ประเมินว่าการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 120% ของจีดีพีในปี 2579
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงต้องขายพันธบัตรรัฐบาลให้ได้ในปริมาณมากๆ อีกนานนับ 10 ปี และจะต้องทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรไม่สูงเกินไปด้วย ซึ่งไม่ง่ายเลยในภาวะที่ภาคเอไอก็กำลังเร่งการระดมทุนโดยการออกพันธบัตรมูลค่านับล้านล้านเหรียญในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า





