การบริหารแบบที่ง่ายที่สุดคือ การบริหารที่ขับเคลื่อนด้วยวิกฤติ ถ้าทุกอย่างเป็นปกติก็เซ็นแฟ้มกันไปแต่ละวัน จนกระทั่งวันหนึ่งเรื่องที่เคยเป็นปกติกลายเป็นความวิกฤติ ผู้คนเริ่มโวยวาย กลายเป็นข่าวใหญ่ในสารพัดสื่อ
ผู้บริหารก็จะมีการหารือฉุกเฉิน ตามมาด้วยข้อสั่งการนานาประการ และที่ขาดไม่ได้คือต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาให้สารพัดสื่อติดตามรายงานข่าว
ช่วงวิกฤติจะกล่าวถึงมาตรการต่างๆ เพื่ออนาคตกันมากมาย แต่ก็จางหายไปตามกาลเวลา หรือถูกกลบไปโดยวิกฤติใหม่ ความสนใจลดลงเมื่อใด ความใส่ใจในการแก้ต้นตอปัญหาก็จางลงไปด้วย ผู้บริหารเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องอนาคตมากมายอะไรนัก สบายใจอยู่กับงานเพื่อวันนี้มากกว่า จนกระทั่งวิกฤติใหม่แวะเวียนมา วงจรนี้ก็กลับหมุนเวียนมาอีกซ้ำแล้วซ้ำอีก
การบริหารที่ขับเคลื่อนด้วยวิกฤติ แก้หน้างานกันเป็นสรณะ ทำให้ต้นตอปัญหายังคงอยู่เช่นเดิม วิกฤติคล้ายๆ เดิมจึงหมุนเวียนเกิดขึ้น ไม่ได้หายไปไหน
วิชาการด้านการจัดการสั่งสอนกันมานานแล้ว ว่าอย่ารอจนกระทั่งเผชิญหน้ากับวิกฤติ ให้คาดการณ์ล่วงหน้าว่างานของเรามีความเสี่ยงใดบ้างที่มีผลกระทบแรงๆ แล้วตระเตรียมการป้องกันไว้ให้พร้อม สอนกันว่า ลงทุนป้องกันอย่างมีเหตุมีผลนั้นถูกกว่าค่าใช้จ่ายในการแก้ไขวิกฤติที่มีผลกระทบการงานรุนแรง
แต่ที่ไม่ยอมทำกันตามหลักวิชาการ เพราะการป้องกันนั้นสื่อสารไม่ค่อยโด่งดัง เท่ากับการเป็นฮีโร่แก้วิกฤติ แม้ว่าการป้องกันต้องใช้ความรู้ ความสามารถและความพยายามมากกว่าการแก้หน้างานก็ตาม คนชอบดูศิลปินร้องเพลงมากกว่าจะดูเบื้องหลังความสำเร็จนั้น
ในบางวงการ ปรากฏชัดเจนว่าผู้บริหารใช้ความสามารถมากมายในการป้องกันวิกฤติที่จะมากระทบเก้าอี้ของตน ในขณะที่แทบไม่ได้ใช้ความสามารถนั้นในการทำงานตามพันธกิจของตน บริหารเก้าอี้ด้วยการสร้างพร้อมรับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลง แต่บริหารงานตามหน้าที่ด้วยการบริหารที่ขับเคลื่อนด้วยวิกฤติ
การบริหารเพื่อสร้างพร้อมรับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลง จึงไม่ใช่เรื่องยากเกินขีดความสามารถของผู้บริหาร เพียงแต่จะนำมาปฏิบัติในหน้าที่การงานหรือไม่เท่านั้น
เปลี่ยนจากรอให้เกิดวิกฤติ เป็นการค้นหาความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตินั้น ฟังแม้กระทั่งเสียงนกเสียงกาที่ส่งเสียงเรื่องความเสี่ยง เปลี่ยนจากการรับรายงานความเสียหายหลังเกิดวิกฤติไปเป็นการรับรายงานจากผู้เกี่ยวข้องว่า สัญญาณเตือนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตินั้น
มีการติดตามครบถ้วนมากน้อยเพียงใด สื่อสารสัญญาณนั้นให้ประชาคมได้ทราบล่วงหน้าอย่างรอบคอบ โดยไม่ใช่การสร้างความตื่นเต้น เพื่อหาแสงเข้าตนเอง
ถ้าชอบตั้งคณะกรรมการให้เปลี่ยนจากการตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขวิกฤติ ไปเป็นคณะกรรมการสร้างความสามารถในการป้องกันและจัดการกับความเสี่ยงที่นำไปสู่วิกฤตินั้น ไม่ได้มีกรรมการไว้เพื่อให้ผู้บริหารแสดงบทบาทในการปัดเป่าวิกฤติด้วยการสั่งการให้คณะกรรมการทำนั่นทำนี่
ซึ่งถ้าสั่งการได้ แสดงว่าผู้บริหารรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำอะไรในวิกฤตินั้น จึงไม่ต้องมีคณะกรรมการมาทำงานซ้ำซ้อนกันอีก วิกฤติอาจได้รับการแก้ไขได้เร็วขึ้นอีกด้วย
ถ้าอยากหาเสียงจากการบริหาร อย่าหาเสียงจากวิกฤติ ด้วยการแสดงตนเป็นฮีโร่ในการแก้ไขวิกฤติ ให้หาเสียงด้วยการแสดงตนเองเป็นนักกลยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ในการขุดรากถอนโคนต้นตอของวิกฤติ ที่นำไปสู่การที่ไม่มีใครจะเดือดร้อนจากวิกฤตินั้นอีกต่อไปทั้งในวันนี้วันหน้า
การบริหารที่ขับเคลื่อนด้วยวิกฤติ เน้นว่า “เราจะแก้ไขวิกฤติเฉพาะหน้านี้ได้เร็วแค่ไหน?” การบริหารที่สร้างพร้อมรับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลง เน้นว่า “เราจะคาดการณ์วิกฤติ แล้วหาทางป้องกันไม่ให้วิกฤติเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด?” ตระหนักด้วยว่า หลายเรื่องที่เคยเป็นเรื่องดีอาจกลายเป็นเรื่องคุกคามเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี
ฮีโร่ตัวจริงไม่ใช่คนที่ไปลุยน้ำท่วม แต่เป็นคนที่ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องทนทุกข์จากน้ำท่วมในวันหน้า





