ปากีสถานกำลังเผชิญจุดเปราะบางทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญอีกครั้ง แม้รัฐบาลพยายามสื่อสารว่าประเทศกำลังค่อย ๆ ฟื้นตัวจากภาวะเกือบผิดนัดชำระหนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน
แต่โครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ หนี้สาธารณะสูง การพึ่งพาพลังงานนำเข้า และแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ทำให้การฟื้นตัวครั้งนี้เปราะบางกว่าที่เห็นจากตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค
ยิ่งเมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้น ผลกระทบจากราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลกที่ตึงตัว ได้กลายเป็นแรงกระแทกใหม่ที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจปากีสถานโดยตรง
ปัญหาพื้นฐานของปากีสถานคือ ประเทศยังต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอก โดยเฉพาะโครงการเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ สะท้อนว่ารัฐบาลยังมีข้อจำกัดด้านการคลังและเงินตราต่างประเทศอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ปากีสถานมีภาระหนี้สูงและยังไม่สามารถสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคงพอจะผลักดันการเติบโตระยะยาวได้ แม้ GDP ในครึ่งแรกของปีงบประมาณล่าสุดจะขยายตัว 3.8% จาก 1.9% ในปีก่อนหน้า แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่เหมือนเดิมว่า “การเติบโตจะมาจากไหน”
ผลกระทบจากปัญหาในตะวันออกกลาง ทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปากีสถานพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียสูงมาก
ดังนั้น เมื่อสงครามทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นและอุปทานมีความไม่แน่นอน ต้นทุนภายในประเทศก็ปรับสูงขึ้นทันที ราคาน้ำมันหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นมากกว่า 14% ขณะที่รัฐบาลต้องสั่งดับไฟเป็นช่วง ๆ เพื่อประหยัดการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ลงไปถึงร้านค้า โรงงาน ครัวเรือน และแรงงานรายวัน ที่ต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้นในขณะที่รายได้ไม่เพิ่มตาม
เงินเฟ้อจึงกลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่น่ากังวล อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของปากีสถานเพิ่มขึ้นเป็น 7.3% ในเดือนมีนาคม สูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางที่ 5–7%
ขณะที่บางฝ่ายคาดว่าเงินเฟ้ออาจเข้าใกล้ 10% ในเดือนถัดไป ธนาคารกลางปากีสถานจึงตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 11.5% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี โดยให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพราคาและยึดเหนี่ยวความคาดหวังเงินเฟ้อ แต่การตัดสินใจนี้ก็มาพร้อมต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงมาก
ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมปากีสถานมองว่า การขึ้นดอกเบี้ยเป็นยาแรงที่ผิดเวลา เพราะเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะกระทบเงินทุนหมุนเวียนของ SMEs
ทำให้ภาคการผลิตและส่งออกแข่งขันยากขึ้น และอาจผลักผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้หรือปิดกิจการ
ภาคอุตสาหกรรมยังชี้ว่า เงินเฟ้อของปากีสถานไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ร้อนแรงเป็นหลัก แต่เกิดจากต้นทุนพลังงาน ภาษี ต้นทุนนำเข้า และข้อจำกัดด้านอุปทาน ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจไม่แก้ต้นเหตุ แต่กลับซ้ำเติมเศรษฐกิจเข้าไปอีก
ด้านรัฐบาลเองก็เริ่มยอมรับอย่างเป็นทางการว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะต่ำกว่าเป้าหมาย โดยมีการประเมินว่าการเติบโตอาจเหลือเพียง 3.2–3.5%
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องตัดงบโครงการพัฒนาภาครัฐกว่า 1.73 แสนล้านรูปี จาก 1.01 ล้านล้านรูปี เพื่อนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซลในฤดูเก็บเกี่ยว
มาตรการนี้อาจช่วยลดแรงกระแทกระยะสั้น แต่ก็ลดการลงทุนภาครัฐ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจปากีสถานในปัจจุบัน
ความเสี่ยงของปากีสถานจึงไม่ใช่เพียงเงินเฟ้อสูง หรือ GDP โตต่ำกว่าคาด แต่คือการที่หลายปัจจัยลบกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ หนี้สูง เงินเฟ้อเพิ่ม ดอกเบี้ยสูง ต้นทุนพลังงานพุ่ง งบพัฒนาถูกตัด ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง และประชาชนยังไม่รู้สึกถึงผลของการฟื้นตัว
หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ปากีสถานอาจเผชิญวงจรอันตรายในภาพรวมทางเศรษฐกิจ และเมื่อประชาชน ธุรกิจ และรัฐต่างถูกบีบพร้อมกัน ความเสี่ยงต่อวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


