เมื่อไม่นานมานี้ Nintendo ประกาศผลการดำเนินงานล่าสุดและมีความน่าสนใจที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 54% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ว่ายอดขายเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่อย่าง Switch 2 จะชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า
แต่สิ่งที่ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นคือ ยอดขายซอฟต์แวร์ รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ IP (Intellectual Property หรือตัวคาแรกเตอร์) และความสำเร็จจากภาพยนตร์ The Super Mario Galaxy Movie
แหล่งรายได้ใหม่ๆ ของนินเทนโดสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของนินเทนโด ที่ในอดีตจะใช้ตัวละครและ IP เพื่อทำให้คนซื้อเครื่องเล่นเกม
ซึ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วเครื่องเล่นเกมของนินเทนโดไม่ได้ก้าวล้ำหรือภาพสมจริงที่สุด แต่เน้นรูปแบบ วิธีการเล่น และเอกลักษณ์ที่พิเศษของตัวละครของนินเทนโด
คนที่อยากเล่น Mario หรือ Zelda หรือ Pokemon จะต้องซื้อเครื่องเล่นเกมของนินเทนโด
อย่างไรก็ดีกลยุทธ์ดังกล่าวก็ประสบปัญหาคือ ความสำเร็จของนินเทนโดผูกกับเครื่องเล่นเกมมากเกินไป หลังจากความสำเร็จของ Wii ที่ขายได้มากกว่า 100 ล้านเครื่อง นินเทนโดกลับประสบปัญหากับเครื่องรุ่นต่อมาคือ Wii U ที่ขายได้เพียง 13 ล้านเครื่อง และนำไปสู่การขาดทุนจากการดำเนินงาน
ในช่วงดังกล่าวโทรศัพท์มือถือก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นและเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้คู่แข่งของนินเทนโด ไม่ได้มีเพียงเฉพาะผู้ผลิตเครื่องเล่นเกมเท่านั้น
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้นินเทนโดต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ของตนเองใหม่
ในปี 2558 Nintendo ประกาศถึงกลยุทธ์ใหม่อย่างชัดเจน บริษัทเริ่มพูดถึงการ “Maximize the value of Nintendo IP” หรือการเพิ่มคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท โดยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเกมอีกต่อไป
นินเทนโดเริ่มขยาย IP ไปสู่ เกมบนมือถือ ภาพยนตร์ สวนสนุก สินค้า การ Licensing รวมทั้งการสร้างประสบการณ์ต่างๆ
ซึ่งแสดงถึงวิธีการในการคิดและกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป จากอดีตนินเทนโดมอง IP เป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนการขายเครื่องเล่นเกม แต่ปัจจุบันนินเทนโดมอง IP เป็นสินทรัพย์ที่สำคัญทางด้านกลยุทธ์ ที่สามารถต่อยอดและสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้ในหลายรูปแบบ
ภาพยนตร์ Super Mario Bros และ The Super Mario Galaxy Movie เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะภาพยนตร์ไม่ได้เพียงรายได้ที่ดีเท่านั้น แต่ยังทำให้คนรู้จักและรักในตัว IP ของนินเทนโดมากขึ้น
หรือบางครอบครัวอาจจะไปเที่ยวสวนสนุก Super Nintendo World ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่อง Switch หรือ นักสะสมบางคนอาจซื้อสินค้าของ Mario แม้จะไม่ได้เล่นเกม
ทั้งหมดนี้สร้างโอกาสให้นินเทนโดเพิ่มฐานแฟนคลับในระยะยาว โดยทางนินเทนโดได้ตั้งเป้าหมายของบริษัทไว้ว่าคือการเพิ่มจำนวนคนที่เข้าถึง IP ของนินเทนโด และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค
กลยุทธ์ใหม่นี้ไม่ใช่นินเทนโดเลิกมุ่งเน้นธุรกิจเกม แต่เป็นการทำให้ธุรกิจเกมแข็งแรงขึ้นด้วยรูปแบบและวิธีการใหม่
อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ใหม่นี้ก็มีความท้าทาย เช่น การที่ต้องรักษาความสมดุลระหว่างการเข้าถึงง่ายกับความพิเศษของ IP ลองคิดดูว่าถ้า Mario ไปอยู่ในทุกที่มากเกินไป คุณค่าของ Mario ก็อาจจะลดลงได้
ขณะที่นินเทนโด ต้องไม่หลงไปกับการปล่อย IP ให้เป็นเพียง Licensing เพราะหัวใจสำคัญของนินเทนโดคือการสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้กับผู้บริโภค สมดัง Purpose ที่ได้กำหนดไว้ว่าเป็น To create smiles through entertainment
บทเรียนที่น่าสนใจจากกรณีของนินเทนโด คือการเติบโตไม่จำเป็นต้องมาจากการสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่เติบโตจากสิ่งที่มีอยู่เดิมด้วยมุมมองใหม่
นินเทนโดค้นพบว่า Mario, Zelda หรือ Pokemon สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ลองคิดและค้นหาดูครับว่าสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว จะสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร





