ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากพูดถึงความสัมพันธ์อินเดีย-จีน ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจแห่งเอเชีย
ตั้งแต่ข้อพิพาทตามแนวชายแดน การแข่งขันเพื่อขยายอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ไปจนถึงความพยายามของอินเดียในการลดการพึ่งพาสินค้าจีน
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังนเรนทรา โมดี และสี จิ้นผิง พบกันนอกรอบการประชุม BRICS ที่เมืองคาซานในเดือนต.ค. 2567 ภายหลังสองประเทศบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการลาดตระเวนตามแนว Line of Actual Control
ความตึงเครียดทางการเมืองจึงเริ่มผ่อนคลาย และนำไปสู่การรื้อฟื้นช่องทางติดต่อด้านอื่นตามมา ไม่ว่าจะเป็น การกลับมาเปิดเที่ยวบินตรง การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า ตลอดจนการหารือเรื่องการค้าและการลงทุน
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ความสัมพันธ์ทางการเมืองจะมีปัญหา การค้าระหว่างสองประเทศกลับไม่เคยหายไป ตรงกันข้าม ตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2568-2569 มูลค่าการค้าสินค้าระหว่างอินเดียกับจีนสูงถึงประมาณ 151,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 18% จากปีก่อน
คำกล่าวล่าสุดของ รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย สะท้อนภาพความร่วมมือของสองประเทศได้เป็นอย่างดี โดยเขาระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า อินเดีย “ต้องทำธุรกิจกับทั้งโลก และนั่นรวมถึงจีนด้วย”
เพียงแต่อินเดียต้องมีความสัมพันธ์กับจีนจากจุดยืนที่มั่นคง เป้าหมายระยะยาวจึงอยู่ที่การใช้ปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม ยกระดับการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถของเศรษฐกิจอินเดียเอง
การขยับตัวของอินเดียและจีนมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อมองจากบริบทเศรษฐกิจโลก เพราะโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกระแสกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากสหรัฐที่ใช้มาตรการภาษีเป็นส่วนหนึ่งของทั้งนโยบายอุตสาหกรรมและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ
UNCTAD ประเมินว่าภาษีศุลกากรทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2568 โดยมีมาตรการของสหรัฐ เป็นแรงผลักสำคัญ
เมื่อประตูตลาดสหรัฐ มีต้นทุนสูงขึ้น ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่จึงมีแรงจูงใจมากขึ้นในการกระจายตลาดและลดความเสี่ยงจากการพึ่งตลาดเดียว
สำหรับจีน อินเดียซึ่งมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคนและเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวสูงคือหนึ่งในตลาดที่ยากจะมองข้าม
สำหรับอินเดีย จีนยังเป็นทั้งแหล่งเครื่องจักร เงินทุน เทคโนโลยี และสินค้าขั้นกลางที่จำเป็นต่อความทะเยอทะยานที่จะสร้างฐานการผลิตของตนเอง
หากแนวโน้มดังกล่าวเดินหน้าต่อ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกอาจเป็นการเปลี่ยนความหมายของคำว่า China+1 ที่บริษัทข้ามชาติเคยใช้หมายถึงการหาฐานการผลิตอื่นเพื่อ “ออกจากจีน”
ในอนาคตเราอาจเห็นห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนกว่านั้น คือบริษัทจีนผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีต้นน้ำ ขณะที่อินเดียรับบทเป็นฐานประกอบ ผลิต และตลาดปลายทางมากขึ้น
สินค้าเดียวกันจึงอาจเชื่อมโยงโรงงานในเซินเจิ้น กว่างโจว หรือเซี่ยงไฮ้ เข้ากับโรงงานในทมิฬนาฑู คุชราต หรือมหาราษฏระ ก่อนส่งต่อไปยังตลาดอื่น
ในระดับโลก การหวนกลับมาใกล้ชิดกันของอินเดียและจีนจึงมีความหมายมากกว่าเรื่องความสัมพันธ์ของสองประเทศ เพราะทั้งคู่รวมกันมีประชากรมากกว่าหนึ่งในสามของโลกและเป็นสองเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจเอเชีย ในช่วงเวลาที่กติกาการค้าโลกกำลังแตกออกเป็นหลายกลุ่ม
ดังนั้น ภาพที่กำลังก่อตัวขึ้นอาจไม่ใช่อินเดียหันหลังให้สหรัฐ แล้วเลือกจีน หรือจีนกับอินเดียกลายเป็นพันธมิตรกัน หากเป็นสัญญาณของโลกเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว ที่แต่ละประเทศสามารถแข่งขันกันในเรื่องหนึ่งและร่วมมือกันในอีกเรื่องหนึ่งได้พร้อมกัน
ฉะนั้น การรื้อฟื้นความสัมพันธ์อินเดีย-จีน จึงอาจกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกเคลื่อนเข้าสู่เอเชียเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด.





