คำถามคือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของปริมาณมาพร้อมคุณภาพที่มีความหลากหลายด้วยหรือไม่ ในบทความนี้ Athentic อยากจะชวนคิดในประเด็นนี้ว่าหลังจากเข้าสู่ยุค Generative AI การเพิ่มขึ้นของสื่อต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนของข้อมูลบนระบบอินเทอร์เน็ตที่ถูกสร้างขึ้นด้วย Generative AI ระยะหลังสูงถึง 30%-50% โดยที่ผ่านมาเริ่มมีความพยายามที่จะวัดปริมาณข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ถูกสร้างขึ้นด้วย Generative AI อยู่บ้าง
และมีงานวิจัยอย่างน้อย 3 ชิ้นที่ชี้ว่า Generative AI มีส่วนสร้างข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30%–50% แม้ว่าแต่ละงานจะใช้วิธีการวัดที่แตกต่างกันก็ตาม
ตัวอย่างเช่น Spennemann (2025) ประเมินว่าอย่างน้อยประมาณ 30% ของข้อความบนหน้าเว็บบนระบบอินเทอร์เน็ตอาจถูกสร้างขึ้นด้วย AI และสัดส่วนจริงอาจเข้าใกล้ 40%
ขณะที่ Paredes, Druck, Benson, and Smith (2026) พบว่าในไตรมาสแรกของปี 2026 บทความออนไลน์ที่เผยแพร่ใหม่บนอินเทอร์เน็ตประมาณ 50% ถูกจัดว่าเป็นบทความที่สร้างขึ้นด้วย AI เป็นหลัก
ส่วน Dolezal, Alam, Graham and Bohacek (2026) พบว่า ณ กลางปี 2025 เว็บไซต์ที่เผยแพร่ใหม่ประมาณ 35% ถูกจัดว่าเป็น AI-generated หรือ AI-assisted
จำนวนและคุณภาพของข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนา Generative AI ในอนาคต เพราะโมเดลที่อยู่เบื้องหลัง Generative AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Claude หรือ Gemini ต่างต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีคุณภาพดีในการเทรน ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากอินเทอร์เน็ต
การที่มี synthetic data หรือข้อมูลที่ถูกผลิตขึ้นด้วยระบบ Generative AI เพิ่มมากขึ้นในระบบนิเวศดิจิทัล จึงอาจทำให้การเทรน Generative AI รุ่นต่อ ๆ ไปมีความซับซ้อนและยากยิ่งขึ้น เพราะอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ “งูกินหาง” (Ouroboros effect)
กล่าวคือ Generative AI ถูกนำไปเทรนด้วยข้อมูลที่ Generative AI รุ่นก่อนหน้าเป็นผู้สร้างขึ้นเอง หากกระบวนการนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาที่เรียกว่า model collapse
ซึ่งเกิดจากการที่ distribution ที่โมเดลเรียนรู้ค่อย ๆ เบี่ยงเบนไปจาก distribution ของข้อมูลต้นฉบับ โดยเฉพาะข้อมูลบริเวณ “หาง” ของ distribution หรือรูปแบบที่พบได้น้อยจะค่อย ๆ หายไป ส่งผลให้ความหลากหลายและรายละเอียดของสิ่งที่โมเดลสามารถสร้างขึ้นลดน้อยลงเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ บริษัทที่เป็นเจ้าของ Generative AI ก็สามารถลดความเสี่ยงดังกล่าวได้หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือการรักษาหรือจัดหาข้อมูลคุณภาพสูงที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และมีแนวโน้มที่จะถูกเจือปน (contaminated) ด้วย synthetic data ในระดับต่ำ
เช่น บทความทางวิชาการ หรือข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นก่อนการแพร่หลายของ Generative AI แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเทรนโมเดล เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา model collapse ซึ่งอาจทำให้โมเดลไม่สามารถสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและความหลากหลายได้เท่าเดิม
เหตุการณ์นี้ จึงอาจผลักดันให้ข้อความหรือข้อมูลที่สามารถยืนยันได้ว่าถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ โดยไม่ผ่าน Generative AI มีคุณค่ามากยิ่งขึ้นในอนาคต
ในระยะยาว หากสัดส่วนของ synthetic data ในระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการระบุแหล่งที่มาและยืนยันได้ว่าข้อมูลถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์อาจมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะสำหรับการพัฒนา Generative AI รุ่นต่อไปที่ยังต้องพึ่งพาข้อมูลคุณภาพสูงในการฝึกโมเดล
ในโลกที่ต้นทุนการผลิตเนื้อหาลดลงอย่างรวดเร็วจาก Generative AI ความยากอาจไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณข้อมูล” อีกต่อไป แต่อยู่ที่การหาข้อมูลซึ่งมีคุณภาพ มีที่มาที่ตรวจสอบได้ และสามารถเชื่อมั่นได้ว่าไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตซ้ำจากระบบ AI รุ่นก่อนหน้า
อ้างอิง
Dolezal, J., Alam, S., Graham, M., & Bohacek, M. (2026). The Impact of AI-Generated Text on the Internet. arXiv preprint arXiv:2604.26965.
Paredes, J. L., Druck, G., Benson, B., & Smith, E. (2026). AI now writes as many online articles as humans. Graphite. https://graphite.io/five-percent/research/ai-now-writes-as-many-online-articles-as-humans-do
Spennemann, D. H. (2025). Delving into: the quantification of Ai-generated content on the internet (synthetic data). arXiv preprint arXiv:2504.08755.
Appendix:รายละเอียดวิธีการวัดปริมาณเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตที่เป็นภาษาไทยและสร้างจาก Generative AI และข้อจำกัด
มีวิธีการประมาณปริมาณเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตที่ถูกสร้างขึ้นหรือได้รับอิทธิพลจาก AI อยู่อย่างน้อย 2 วิธี
วิธีแรก คือการดึงเว็บไซต์ในอดีตจากช่วงเวลาต่าง ๆ ออกมา โดยอาจใช้ข้อมูลจาก Internet Archive หรือ Wayback Machine แล้วใช้ algorithm สำหรับตรวจจับเนื้อหาที่มีแนวโน้มถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประมาณสัดส่วนของเนื้อหาที่ผลิตโดย AI ในแต่ละปี
วิธีที่สอง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในงานนี้ และมีแนวทางที่คล้ายกับงานของ Spennemann (2025) ใช้การวิเคราะห์จำนวนเนื้อหาที่สามารถค้นพบผ่าน Google.com และ Google Scholar ในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อดูว่าปริมาณเนื้อหาภาษาไทยบนอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงไปจากแนวโน้มก่อนการแพร่หลายของ Generative AI มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ กระบวนการประมาณเริ่มจากการใช้ stop words ภาษาไทย หรือคำที่ถูกใช้บ่อยในภาษาไทย เพื่อค้นหาเนื้อหาภาษาไทย โดยอ้างอิงรายการ stop words จาก https://github.com/stopwords-iso/stopwords-th
ดังนั้น ผลลัพธ์ของงานชิ้นนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการตรวจจับโดยตรงว่าเนื้อหาแต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วย AI หรือไม่ แต่เป็นการประมาณจากส่วนต่างระหว่างปริมาณเนื้อหาที่สังเกตได้จริงกับระดับ counterfactual ที่สร้างขึ้นจากแนวโน้มก่อนการแพร่หลายของ Generative AI
ประการที่สอง การใช้ Google.com และ Google Scholar เพื่อประมาณจำนวนเนื้อหาในแต่ละช่วงเวลาเป็นเพียงการนับโดยประมาณ (proxy) เนื่องจากข้อมูลและระบบ indexing ของ Google มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้จำนวนผลการค้นหาที่รายงานสามารถเปลี่ยนแปลงได้